กลางปี ได้มีโอกาสไป Korea ดู Startup Ecosystem ที่ ประเทศ เกาหลี และหนึ่งในที่ ที่รู้สึก wow คือ ASAN NANUM FOUNDATION ครับ
การเดินทางครั้งนี้ ไปกับ BaScii แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยครบ
มูลนิธิอาซานนาอึม (Asan Nanum Foundation) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีบทบาทสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในระบบนิเวศนวัตกรรมของสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ขอเขียนถึงความครอบคลุม 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การสร้างวัฒนธรรมผู้ประกอบการ (Entrepreneurship Culture), การสนับสนุนสตาร์ทอัพ (Startup Support), การสร้างนวัตกรรมสังคม (Social Innovation), และการวิจัยระบบนิเวศ (Ecosystem Research) และหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วย AI generated content ร่วมด้วย
ในขณะนี้ มูลนิธิอาซานนาอึมไม่ได้ดำเนินงานในฐานะ "ผู้ให้ทุน" (Donor) แบบดั้งเดิม แต่ดำเนินงานในฐานะ "ผู้สร้างระบบนิเวศ" (Ecosystem Builder) ที่ใช้กลยุทธ์ "Venture Philanthropy" หรือการกุศลเชิงร่วมลงทุน เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนนวัตกรรมใหม่และการว่างงานในเยาวชน ภายใต้จิตวิญญาณ "Asan Spirit" ของผู้ก่อตั้งฮุนได จอง จู-ยอง ที่ได้รับการตีความใหม่ให้เข้ากับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล 1
ขอเขียนถึง รายละเอียดของหลักสูตรการศึกษาสำหรับเยาวชนและครู กลไกการบริหารพื้นที่บ่มเพาะ MARU ที่ใช้ปรัชญา "Pay-it-Forward" การบริหารจัดการกองทุน Angel Fund มูลค่ามหาศาลที่ทำหน้าที่เป็นทุนเร่งปฏิกิริยา (Catalytic Capital) รวมถึงความพยายามในการผลักดันนโยบายสาธารณะผ่านรายงาน "Startup Korea!" ที่มีอิทธิพลต่อการแก้ไขกฎหมายของรัฐบาลเกาหลีใต้
ปฐมบท: มรดกทางจิตวิญญาณและบริบทการก่อตั้ง (Genesis and Philosophy)
จาก "ปาฏิหาริย์แห่งแม่น้ำฮัน" สู่ "วิกฤตความหวังของคนรุ่นใหม่"
การจะเข้าใจบทบาทของมูลนิธิอาซานนาอึม จำเป็นต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ที่เป็นรากฐานขององค์กร มูลนิธิก่อตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม ปี 2011 โดยตระกูลจองและกลุ่มบริษัทฮุนได เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 10 ปีการจากไปของ ท่านจอง จู-ยอง (Chung Ju-yung) ผู้ก่อตั้งกลุ่มฮุนได 1
จอง จู-ยอง หรือ "อาซาน" (Asan - นามปากกาที่ตั้งตามชื่อบ้านเกิด) คือสัญลักษณ์ของการฟื้นฟูเกาหลีใต้จากเถ้าถ่านสงครามสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ วลีอมตะของท่านที่ว่า "คุณลองทำดูหรือยัง?" (Have you tried it? / 이봐, 해봤어?)" สะท้อนถึงจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้ (Can-do Spirit) และความกล้าที่จะบุกเบิกพรมแดนใหม่ 1 อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษ 2010 เกาหลีใต้เผชิญกับสภาวะที่ต่างออกไป การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว กลุ่มแชโบล (Chaebol) ที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลักเริ่มมีข้อจำกัดในการสร้างงาน และคนรุ่นใหม่เผชิญกับภาวะ "Hell Joseon" หรือความสิ้นหวังในโอกาสทางสังคม
มูลนิธิอาซานนาอึมจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยพันธกิจในการ "รื้อฟื้น" จิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้ประกอบการนี้กลับมาอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในรูปแบบอุตสาหกรรมหนักแบบเดิม แต่เป็น "Frontier Entrepreneurship" ที่เน้นนวัตกรรม เทคโนโลยี และการแก้ปัญหาสังคม 4 วิสัยทัศน์ของมูลนิธิคือ "A world where if you believe it, you can achieve it" ซึ่งเป็นการส่งสารโดยตรงไปยังเยาวชนว่า โอกาสยังคงเป็นของผู้ที่กล้าลงมือทำ 2
1.2 โครงสร้างและพันธกิจหลัก (Structure and Core Mission)
มูลนิธิอาซานนาอึมดำเนินงานด้วยความเป็นอิสระและมีความเป็นมืออาชีพสูง โดยมีโครงสร้างการบริหารที่โปร่งใส มีการเผยแพร่รายงานประจำปีและรายงานการตรวจสอบบัญชีอย่างต่อเนื่อง 5 พันธกิจหลักของมูลนิธิแบ่งออกเป็น 4 เสาหลักที่สอดประสานกันอย่างลงตัว เพื่อสร้างวงจรชีวิตของผู้ประกอบการที่สมบูรณ์:
Spreading Entrepreneurship: การปลูกฝัง Mindset ตั้งแต่วัยเรียน
Startup Support: การสนับสนุนทรัพยากร พื้นที่ และเงินทุนสำหรับผู้เริ่มต้น
Social Innovation: การนำแนวคิดผู้ประกอบการไปใช้ในภาคสังคม (Non-profit)
Ecosystem Building & Research: การสร้างสภาพแวดล้อมและนโยบายที่เอื้ออำนวย
เสาหลักที่ 1: การปลูกฝังวัฒนธรรมผู้ประกอบการ (Cultivating Entrepreneurship Culture)
รากฐานที่สำคัญที่สุดของการสร้างชาติแห่งนวัตกรรมไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ "ทัศนคติ" ของคนในชาติ มูลนิธิอาซานนาอึมจึงทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากเพื่อปฏิรูประบบการศึกษาและการเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นที่การเปลี่ยน "ผู้เรียน" ให้เป็น "ผู้ลงมือทำ" (Doers)
Asan Youth-Preneur: ห้องเรียนแห่งความล้มเหลวและการเรียนรู้
โครงการ Asan Youth-Preneur มุ่งเป้าไปที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา ซึ่งเป็นวัยที่กำลังค้นหาตัวตนและเส้นทางอาชีพ ในระบบการศึกษาเกาหลีที่เน้นการสอบแข่งขันและการท่องจำ โครงการนี้ถือเป็นการ "Disrupt" ห้องเรียนแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง 2
หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ (Curriculum Deep Dive)
หลักสูตรของ Asan Youth-Preneur ไม่ได้สอนการทำบัญชีหรือเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น แต่สอนกระบวนการคิดเชิงนวัตกรรม โดยแบ่งออกเป็นโมดูลสำคัญดังนี้ 7:
การสำรวจปัญหา (Problem Discovery): นักเรียนจะได้รับโจทย์ให้มองหาสิ่งที่เป็นปัญหาในชีวิตประจำวันหรือชุมชน โดยเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly Innovation) และความยั่งยืน
การระดมสมองและนวัตกรรม (Ideation & Brainstorming): ฝึกการคิดนอกกรอบและการทำงานเป็นทีม เพื่อสร้างโซลูชันที่เป็นไปได้
การพัฒนาโมเดลธุรกิจ (Business Model Development): การใช้เครื่องมือ Business Model Canvas เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของธุรกิจ เช่น คุณค่าที่ส่งมอบ (Value Proposition), กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Customer Segments), และช่องทางรายได้ 7
การจำลองตลาด (Marketplace Simulation): กิจกรรม "Lights, Camera, Market!" หรือการจำลองธุรกิจ E-commerce ที่ให้นักเรียนได้ลองขายจริง เจรจาจริง และเผชิญกับความเสี่ยงจริง เพื่อเรียนรู้ทักษะความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Intelligence) และจริยธรรมทางธุรกิจ 8
ผลสัมฤทธิ์และกิจกรรมต่อเนื่อง
โครงการนี้ไม่ได้จบแค่ในห้องเรียน แต่มีการจัดงาน "Failure Festival" และ "Demo Day" ซึ่งเป็นเวทีให้นักเรียนได้นำเสนอผลงาน (Pitching) ต่อสาธารณะ 9 นัยสำคัญของงาน "Failure Festival" คือการเฉลิมฉลองความล้มเหลว (Celebrating Failure) เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของเยาวชนเกาหลีที่มักกลัวความผิดพลาด ให้มองความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ โดยมีทีมเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 750 ทีม 9
Asan Teacher-Preneur: การสร้างครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง
มูลนิธิตระหนักว่า "ครู" คือกุญแจสำคัญในการขยายผล (Scale) วัฒนธรรมผู้ประกอบการ หากครูยังสอนแบบเดิม นักเรียนก็ยากที่จะเปลี่ยน โครงการ Asan Teacher-Preneur จึงเกิดขึ้นเพื่อ "Train the Trainer" 2
เปลี่ยนบทบาทครู: โครงการนี้มุ่งเปลี่ยนครูจาก "Lecturer" (ผู้บรรยาย) เป็น "Facilitator" (ผู้อำนวยความสะดวก) และ "Coach" ที่สามารถกระตุ้นให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ได้
เครื่องมือใหม่: ครูจะได้รับการฝึกอบรมการใช้เครื่องมือสมัยใหม่ เช่น Design Thinking, Lean Canvas และการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในรายวิชาต่างๆ ไม่จำกัดเฉพาะวิชาธุรกิจ
Asan Entrepreneurship Review (AER): การสร้างองค์ความรู้ท้องถิ่น
ในอดีต มหาวิทยาลัยในเกาหลีมักใช้กรณีศึกษา (Case Studies) จาก Harvard Business School ซึ่งเป็นบริบทของสหรัฐฯ ทำให้ขาดความเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของเกาหลี มูลนิธิอาซานนาอึมจึงริเริ่มโครงการ Asan Entrepreneurship Review (AER) เพื่ออุดช่องว่างนี้ 2
เนื้อหาเชิงลึก: AER พัฒนากรณีศึกษาจากสตาร์ทอัพเกาหลีที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว โดยเจาะลึกกระบวนการตัดสินใจ (Decision-making process) ในช่วงวิกฤต การขยายตลาด (Scaling), การระดมทุน (Fundraising), และการจัดการกับกฎระเบียบภาครัฐ (Regulation Issues) 2
การนำไปใช้: กรณีศึกษาเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงในชั้นเรียนระดับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้จาก "รุ่นพี่" ในวงการอย่าง Toss, Baedal Minjok (Woowa Brothers) หรือสตาร์ทอัพด้าน Deep Tech ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจที่จับต้องได้มากกว่ากรณีศึกษาจากต่างประเทศ 12
เสาหลักที่ 2: การบ่มเพาะและสนับสนุนสตาร์ทอัพ (Startup Incubation & Support)
เมื่อเยาวชนมี "ใจ" ที่พร้อมแล้ว มูลนิธิจึงเตรียม "ดิน" ที่อุดมสมบูรณ์ไว้รองรับผ่านโครงสร้างพื้นฐานและโปรแกรมสนับสนุนที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย
อาณาจักร MARU: มากกว่าพื้นที่ทำงาน คือชุมชนแห่งการให้
MARU (ในภาษาเกาหลีหมายถึง ยอดเขา หรือ ห้องนั่งเล่นส่วนกลาง) เป็นโครงการ Flagship ด้านพื้นที่บ่มเพาะของมูลนิธิ ปัจจุบันมี 2 อาคารหลักในย่านยอกซัม (Yeoksam) คือ MARU 180 (เปิดปี 2014) และ MARU 360 (เปิดปี 2021) 10
สิทธิประโยชน์มูลค่ามหาศาล (MARU Benefit)
สตาร์ทอัพที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่ MARU จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.4 พันล้านวอนต่อปี (ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อทีม 16 ซึ่งประกอบด้วย:
Office Space: พื้นที่สำนักงานฟรี หรือราคาต่ำมาก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับ World-class เช่น สตูดิโอถ่ายทำ, ห้องประชุม, โซนพักผ่อน และแม้แต่ Kids Zone สำหรับผู้ประกอบการที่มีบุตร 15
Cloud & Software: เครดิตการใช้งาน AWS, Microsoft Azure และซอฟต์แวร์บริหารจัดการต่างๆ
Professional Services: บริการด้านกฎหมาย บัญชี และการแปลภาษา ซึ่งเป็น Pain point สำคัญของสตาร์ทอัพยุคเริ่มต้น
วัฒนธรรม Pay-it-Forward
จุดเด่นที่สุดของ MARU ไม่ใช่สิ่งของ แต่คือวัฒนธรรม "Pay-it-Forward" สตาร์ทอัพรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จจะกลับมาช่วยรุ่นน้อง ผ่านกิจกรรม Mentoring หรือการแชร์ประสบการณ์ ก่อให้เกิด Community ที่เข้มแข็งและยั่งยืน 10 นอกจากสตาร์ทอัพแล้ว พื้นที่ MARU ยังเปิดให้ VC และ Accelerator เข้ามาตั้งสำนักงาน เพื่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ (Collision) ระหว่างผู้มีเงินทุนและผู้มีไอเดียอย่างเป็นธรรมชาติ
Chung Ju-yung Startup Competition: เวทีเกียรติยศ
จัดการแข่งขันต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2012 การแข่งขัน Chung Ju-yung Startup Competition ถือเป็นเวทีแจ้งเกิดที่ทรงอิทธิพลที่สุดสำหรับสตาร์ทอัพเกาหลี 14
กระบวนการเร่งการเติบโต (Acceleration Process): การแข่งขันนี้ไม่ใช่แค่การประกวด Pitching วันเดียวจบ แต่เป็นโครงการระยะยาว 6 เดือน ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะได้รับเงินทุนตั้งต้น (Seed Funding), พื้นที่ทำงานใน MARU, และการโค้ชอย่างเข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญ 10
ประเภทการแข่งขัน (Tracks): เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางโลก การแข่งขันได้แบ่ง Track ออกเป็นกลุ่มเฉพาะ เช่น Global Track (สำหรับทีมที่มุ่งเน้นตลาดตปท.), Healthcare, AI, และ Climate Tech ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ของมูลนิธิที่ต้องการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น 16
สถิติความสำเร็จ: ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี มีผู้เข้าร่วมหลายพันทีม และอัตราการอยู่รอด (Survival Rate) ของทีมที่ผ่านโครงการนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างผู้ชนะในปี 2024 เช่น "Big Mobility" (แพลตฟอร์มที่จอดรถบรรทุก) และ "Hummingbirds" (โซลูชันสื่อสารภายในองค์กร) สะท้อนความหลากหลายของนวัตกรรม 18
Chung Ju-yung Angel Investment Fund: ทุนเปลี่ยนโลก
มูลนิธิทำหน้าที่เป็น "Catalyst" ในตลาดทุนผ่านกองทุน Chung Ju-yung Angel Investment Fund ซึ่งก่อตั้งในปี 2012 ด้วยเงินทุนตั้งต้น 100,000 ล้านวอน (ประมาณ 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) 14
กลยุทธ์ Fund of Funds: แทนที่จะลงทุนตรงในสตาร์ทอัพ (Direct Investment) เพียงอย่างเดียว กองทุนนี้เน้นลงทุนในกองทุน VC และ Accelerator อื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างตัวคูณ (Multiplier Effect) ทางเศรษฐกิจ
ผลกระทบเชิงตัวเลข: ณ ปี 2024 กองทุนนี้ได้เติบโตและมีส่วนร่วมในการสร้างกองทุนรวมมูลค่ากว่า 2.1 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และลงทุนในกองทุนย่อยกว่า 53 แห่ง 14 นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของการใช้เงินทุนมูลนิธิเพื่อกระตุ้นตลาดการลงทุนของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
เสาหลักที่ 3: การขยายสู่พรมแดนโลก (Global Expansion Strategy)
ปัญหาคลาสสิกของสตาร์ทอัพเกาหลีคือปรากฏการณ์ "กบในกะลา" (Frog in the well) หรือการเก่งแค่ในประเทศแต่ไปไม่รอดในตลาดโลก มูลนิธิอาซานนาอึมจึงวางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อทลายกำแพงนี้
Asan Voyager: หนังสือเดินทางสู่ความสำเร็จ
โครงการ Asan Voyager ออกแบบมาเพื่อปิดจุดอ่อนของสตาร์ทอัพเกาหลีในการบุกตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะ 2
ตารางที่ 1: รายละเอียดการสนับสนุนภายใต้โครงการ Asan Voyager
ประเภทการสนับสนุน
รายละเอียด
มูลค่า/ขอบเขต
Financial Support
เงินสนับสนุนค่าที่พักและการเดินทางสำหรับการสำรวจตลาดสหรัฐฯ
สูงสุด 20 ล้านวอน (ประมาณ 15,000 USD)
Event Participation
เงินสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับการออกบูธงานระดับโลก เช่น CES, TechCrunch Disrupt
สูงสุด 5 ล้านวอน
Expert Mentoring
คำปรึกษา 1:1 จากผู้เชี่ยวชาญในตลาดสหรัฐฯ (เช่น อดีต CEO Radish, VC จาก Collaborative Fund)
ไม่จำกัดมูลค่า (In-kind value)
Local Office
สิทธิ์ในการใช้งานพื้นที่ทำงานและที่พักใน MARU SF
ตามระยะเวลาโครงการ
MARU SF: ฐานบัญชาการในซิลิคอนวัลเลย์
ในเดือนพฤศจิกายน 2024 มูลนิธิได้เปิดตัว MARU SF ณ เมือง San Mateo รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญทางยุทธศาสตร์ 14
Strategic Location: ตั้งอยู่ใจกลางระหว่าง San Francisco และ Palo Alto ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อ (Hub) ที่สตาร์ทอัพเกาหลีสามารถเดินทางไปพบนักลงทุนหรือพาร์ทเนอร์ได้อย่างสะดวก
Soft Landing: ปัญหาใหญ่ของสตาร์ทอัพเกาหลีคือค่าครองชีพที่สูงลิ่วใน Bay Area MARU SF ช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยการให้บริการที่พักและสำนักงานระยะสั้น (Short-term housing & co-working) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถโฟกัสที่งานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาที่พัก
Community Bridge: ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงชุมชนเกาหลีพลัดถิ่น (Korean Diaspora) ที่ทำงานในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ (Google, Meta, Apple) ให้กลับมาช่วยเหลือรุ่นน้องจากบ้านเกิด
เสาหลักที่ 4: นวัตกรรมสังคม (Social Innovation & Nonprofit Sector)
มูลนิธิอาซานนาอึมเชื่อว่า "ความเป็นผู้ประกอบการ" (Entrepreneurship) เป็นทักษะสากลที่จำเป็นไม่แพ้กันในภาคสังคม (Social Sector) เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมที่ซับซ้อนอย่างยั่งยืน
Asan Frontier Academy: หลักสูตร MBA เพื่อสังคม
ภาคประชาสังคม (NGO/NPO) ของเกาหลีมักประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ มูลนิธิจึงจัดตั้ง Asan Frontier Academy ขึ้นเพื่อยกระดับศักยภาพของ "ผู้นำระดับกลาง" (Mid-level Managers) ในองค์กรเหล่านี้ 24
หลักสูตรเข้มข้น (Intensive Curriculum): เป็นหลักสูตรระยะเวลา 7 เดือน ที่ผู้เรียนต้องลางานมาร่วมอบรมหรือจัดสรรเวลาอย่างจริงจัง เนื้อหาครอบคลุม 5 โมดูลหลัก ได้แก่:
Strategic Management: การวางแผนกลยุทธ์องค์กร
Human Resources & Leadership: การบริหารคนและภาวะผู้นำ
Marketing & Fundraising: การตลาดและการระดมทุนสมัยใหม่
Finance & Accounting: การเงินสำหรับองค์กรไม่แสวงหากำไร
Social Innovation & Design Thinking: กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม 25
Capstone Project: ผู้เรียนต้องรวมกลุ่มกันทำโปรเจกต์จริงเพื่อแก้ปัญหาขององค์กรตนเองหรือปัญหาสังคม โดยมีที่ปรึกษาประกบอย่างใกล้ชิด
Global Field Trip: การพาผู้เรียนไปดูงานองค์กรนวัตกรรมสังคมชั้นนำในต่างประเทศ (เช่น สหรัฐฯ หรือ ยุโรป) เพื่อเปิดโลกทัศน์และนำ Best Practices กลับมาปรับใช้ 25
Asan Nonprofit Startup: เปลี่ยนองค์กรการกุศลเป็นสตาร์ทอัพ
โครงการนี้มุ่งเน้นการบ่มเพาะองค์กรภาคสังคมใหม่ๆ ให้มีโครงสร้างการทำงานที่คล่องตัว (Agile) และวัดผลได้เหมือนสตาร์ทอัพ 10
Growth & Challenge Tracks: แบ่งการสนับสนุนออกเป็นแทร็กสำหรับองค์กรที่ต้องการขยายผล (Growth) และองค์กรที่เพิ่งเริ่มต้น (Challenge)
Impact Acceleration: เน้นการใช้เทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน (Revenue-generating models) เพื่อลดการพึ่งพาเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว
มันสมองของระบบนิเวศ: การวิจัยและการผลักดันนโยบาย (Research & Advocacy)
บทบาทที่โดดเด่นและสร้างผลกระทบในวงกว้างที่สุดของมูลนิธิ คือการทำหน้าที่เป็น Think Tank ให้กับวงการสตาร์ทอัพเกาหลี
รายงาน "Startup Korea!": เข็มทิศปฏิรูปประเทศ
ในแต่ละปี มูลนิธิจะร่วมมือกับพันธมิตร (เช่น AWS, Startup Alliance, Korea Startup Forum) เผยแพร่รายงาน "Startup Korea!" ซึ่งถือเป็น "สมุดปกขาว" (White Paper) ที่ทรงอิทธิพลที่สุดเล่มหนึ่ง 12
ประเด็นขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญ (Key Policy Advocacy Areas):
Regulatory Sandbox: เรียกร้องให้รัฐบาลผ่อนปรนกฎระเบียบสำหรับธุรกิจรูปแบบใหม่ (New Biz Models) เช่น Telemedicine (การแพทย์ทางไกล) ซึ่งถูกห้ามในเกาหลีมายาวนาน, Legal Tech, และ Fintech
Corporate Venture Capital (CVC): ผลักดันให้มีการแก้กฎหมายเพื่อให้บริษัทโฮลดิ้ง (Holding Companies) สามารถจัดตั้ง CVC ได้ง่ายขึ้น เพื่อปลดล็อกเงินทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่ระบบสตาร์ทอัพ 28
Data Economy: การสนับสนุนการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลอย่างปลอดภัยเพื่อธุรกิจ (MyData)
ผลจากการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้มีการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายหลายฉบับ รวมถึงการจัดตั้งเขตพื้นที่พิเศษ (Regulation-free zones) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของ "ข้อมูล" ในการเปลี่ยนแปลงสังคม 28
การวิจัยระบบนิเวศ (Ecosystem Activation Research)
มูลนิธิยังทำการติดตามดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของเกาหลีเทียบกับโลก ตัวอย่างเช่น การวิจัยที่พบว่าสตาร์ทอัพเกาหลีมีอัตราการออกสู่ตลาดโลกเพียง 7% เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ (90%) และอิสราเอล (80%) ข้อมูลเหล่านี้เป็นกระจกสะท้อนให้ภาครัฐและเอกชนตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับกลยุทธ์ Globalization 30
บทวิเคราะห์ ผลกระทบ ความท้าทาย และก้าวต่อไป (In-depth Analysis & Future Outlook)
การเปลี่ยนผ่านสู่ Venture Philanthropy
ความสำเร็จของมูลนิธิอาซานนาอึมเกิดจากการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) จากการบริจาคแบบดั้งเดิมสู่ Venture Philanthropy คือการมองเงินบริจาคเป็น "เงินลงทุนทางสังคม" ที่ต้องหวังผลตอบแทน (ROI) ในรูปแบบของผลกระทบเชิงบวก
Risk Tolerance: มูลนิธิยอมรับความเสี่ยงได้สูงกว่าภาครัฐ (High Risk Appetite) จึงสามารถลงทุนในโครงการทดลอง (Pilot Projects) หรือสนับสนุนสตาร์ทอัพในระยะ Seed Stage ที่ยังไม่มีใครกล้าลงทุนได้
Leverage: การใช้เงินทุนของมูลนิธิไปดึงดูดเงินทุนภายนอก (ผ่าน Angel Fund) ทำให้มูลค่าผลกระทบขยายตัวเป็นทวีคูณ
ความท้าทายที่ยังคงอยู่ (Persistent Challenges)
แม้จะประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ระบบนิเวศที่มูลนิธิสร้างขึ้นยังต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่:
Deep Tech & Climate Crisis: ในขณะที่โลกกำลังมุ่งสู่ Net Zero สตาร์ทอัพเกาหลีในสาย Climate Tech ยังต้องการการสนับสนุนอีกมาก ซึ่งมูลนิธิเริ่มขยับตัวผ่านการปรับ Track การแข่งขันและการลงทุน แต่ยังต้องอาศัยเวลาในการบ่มเพาะเทคโนโลยีเชิงลึก 19
Regional Disparity: กิจกรรมส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในโซล (Gangnam/Yeoksam) การกระจายโอกาสสู่ภูมิภาคอื่น (Non-Capital Areas) ยังเป็นสิ่งที่ท้าทาย
Cultural Barriers in Global Market: แม้จะมี Voyager หรือ MARU SF แต่กำแพงภาษาและวัฒนธรรมการทำงานยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้สตาร์ทอัพเกาหลีขยายตัว (Scale) ในระดับโลกได้ยากกว่าคู่แข่งจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ
มูลนิธิอาซานนาอึมได้พิสูจน์บทบาทในการเป็น "กระดูกสันหลัง" ของวงการนวัตกรรมเกาหลีใต้ ผ่านการทำงานที่สอดประสานกันทั้ง 4 เสาหลัก ตั้งแต่การสร้างคน (Education) การสร้างธุรกิจ (Support) การสร้างผู้นำสังคม (Social Innovation) ไปจนถึงการสร้างกฎกติกาใหม่ (Policy Advocacy)
ด้วยมรดกทางความคิดของ จอง จู-ยอง ที่ว่า "ไม่มีความล้มเหลว มีแต่บททดสอบ" มูลนิธิอาซานนาอึมกำลังนำพาคนรุ่นใหม่ของเกาหลีใต้ก้าวข้ามขีดจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสร้างอนาคตที่ทุกคนสามารถเป็น "ผู้ประกอบการ" ในชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง