"โอกาส อยู่ที่คนมองอนาคตได้ออก"
หลังจากที่ ฟัง Elon Musk เจ้าพ่อ Tech และ Futurist ในการประชุม Workd Economic Forum ที่ Davos เมืองเล็ก ๆ บนเทือกเขาแอลป์ของสวิตเซอร์แลนด์
ก็มีเรื่องที่เปลี่ยนไปเร็วแบบคาดไม่ถึงว่าจะได้เจอในชีวิตนี้แน่ ๆ คิดว่าเป็นเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น เอ่อ คือ เพราะเราเห็นแต่ในหนัง sci fi อะนะ แต่ สิ่งที่เปลี่ยนไปของ Elon ครั้งนี้ คือ มุมมองเชิงปรัชญา ครับ
จริง ๆ นักอวกาศ เมื่อมองจักรวาล จะมีมุมมองปรัชญาเกิดขึ้นเอง เพราะจะมองชีวิตที่กว้างไกลกว่าชีวิต ในคำว่ากว้างไกล ซับซ้อนมากกว่าที่จะเป็นการบินไปตั้งถิ่นฐานที่ดาวอังคาร แต่มันคือ การมองรากทั้งมวลของการไม่สูญพันธ์ของสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่ evolve มา มองโลกเป็นหนึ่งเดียวแบบไม่มี boundary และมองการผสานเป็นจักรวาลกับจิตใจ
เรามาสรุปนิดนึง ว่า Elon พูดอะไรบน world economic forum 2026 ที่ Davos คิดว่าประเด็นนี้ มี 4 เรื่องใหญ่ ๆ
1. เรื่องเป้าหมายหลักของบริษัทต่างๆ ของ Elon Musk คือการเพิ่มโอกาสให้อารยธรรมมนุษย์มีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ และขยายจิตสำนึก (Consciousness) ออกไปนอกโลก
AI และหุ่นยนต์ (Robotics):
ในอนาคต ปรมาณมี 2030 Musk คาดการณ์ว่า AI อาจจะฉลาดกว่ามนุษย์คนใดคนหนึ่งภายในสิ้นปีนี้หรือปีหน้า และจะฉลาดกว่ามนุษยชาติทั้งหมดรวมกันภายในปี 2030 หรือ 2031 เมื่อฉลาด เราจะเห็นความมั่งคั่งจากการใช้ AI เพื่อทดแทนมนุษย์ ความมั่งคั่้ง หรือ wealth ไม่ได้แปลว่าเงินอย่างเดียว แต่เวลา ที่มนุษย์ต้องทำงานหนัก จะหายไปด้วย
อันนี้ จะเห็นว่า เข้าได้กับทิศทางที่ มีการคาดการณ์กันว่า จะมี AI ทดแทนมนุษย์ได้ ในหลากหลายสาขาอาชีพ มันมาเร็ว มันมาเยอะกว่าที่คิดไว้แน่ ๆ เรารู้ตัว แต่ไม่ขยับ ก็จะลำบาก หมอก็เหมือนกัน มีแววตกงานหลากหลายสาขาครับ
เรื่องที่เปลี่ยนโลก คงเป็น หุ่นยนต์ Humanoid
เพราะ สิ่งที่เราเห็นในหนัง Star War จะเป็นจริงๆ
ในอนาคตจะมีหุ่นยนต์มากกว่ามนุษย์ มนุษย์ทุกคนจะมีหุ่นยนต์ไว้ใช้งาน (เช่น ดูแลผู้สูงอายุ ช่วยงานบ้าน) โดยคาดว่าจะเริ่มขายให้บุคคลทั่วไปได้ภายในสิ้นปีหน้า
บางคนคิดว่า ว่าจะเป็นไปได้เหรอ แต่หากใครติดตามวงการนี้ เราก็รู้ว่า มันมาจริง ๆ เดินเหมือนคน ทำงานเหมือนคน เมื่อใส่ AI เข้าไป ก็คิดเหมือนคน
เราจะควบคุมยังไง อันนีีก็ต้องไปคิดเอาเป็นโจทย์อนาคต ที่ต้องแก้วันนี้
2. พลังงานและข้อจำกัด:
พอเปิดเรื่อง AI มันก็เข้าสู่ ปัจจัยที่จำกัดการขยายตัวของ AI ในขณะนี้คือ "พลังงานไฟฟ้า" ที่มีความจำกัด
แต่ Elon ได้บอกว่า พลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุด (ดวงอาทิตย์คิดเป็น 99.8% ของมวลระบบสุริยะ) นั่นหมายถึง มันทำลายข้อจำกัดของการใช้พลังงานอันมหาศาลได้
การตั้งโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และศูนย์ข้อมูล AI ในอวกาศจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าบนโลกถึง 5 เท่า เพราะมีแสงแดดตลอดเวลาและมีความเย็นจัดช่วยระบายความร้อน และแน่นอนว่า ประเทศที่นำหน้าไปแล้วคือจีน ครับ
3. เทคโนโลยีอวกาศ (SpaceX):
เทคโนโลยีอวกาศ คือไปที่ไม่มีใครค้นหา Elon ทำหน้าที่เหมือน Columbus ในยุคใหม่ แต่เรื่อง cost ของจรวดคือกุญแจสำคัญ
ดังนั้น การนำจรวดกลับมาใช้ใหม่ได้สมบูรณ์แบบ (Full Reusability) ซึ่งจะลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งสู่อวกาศลงได้ถึง 100 เท่า
เราจะได้เห็นการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ ไม่นานเกินช่วงชีวิตนี้
ประกอบกับการที่มี Robot ที่ฉลาดล้ำ ทำให้การตั้งถิ่นฐานด้วยแรงของ Humanoid ทำได้ง่ายขึ้น
4. Aging ความแก่ชรา
ไม่มีอะไรที่จะสำคัญกว่าการหยุดกระบวนการชรา เรื่องนี้จึงเป็นมุมมองที่สำคัญ ทั้งการชราตามธรรมชาติและการเป็นโรค
Elon มองว่า การแก่ชรา ถูกกำหนดด้วยนาฬิกาชีวิต เซลล์ในร่างกายจึงเสื่อมพร้อมกันไปหมด เรื่องนี้ น่าสนใจ เพราะจริง ๆ มันก็เป็นเช่นนั้น circadian rhythm ที่คุม มัน synchronize กันระหว่างสมอง ฮอร์โมน ไปจนระดับเซลล์ และหากคุมมันได้ เราจะไม่แก่ หรือแม้แต่ reverse ความชราได้
กลับมาเรื่องของมุมมองทางจิตวิญญาณ
จากที่เค้า พยายามไปอวกาศ ค้นหาความหมายใหม่ ๆ จุดคือ เข้าใจความหมายของการมีชีวิตที่แท้จริง
Elon พูดถึง Consciousness หรือ “จิตสำนึก”
ว่าเป็นของหายาก
และถ้าปล่อยไว้เฉย ๆ มันอาจหายไปอย่างเงียบ ๆ
เทคโนโลยีจะทำให้เรามี “เวลา” มากขึ้น
แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะ “ตื่นรู้” มากขึ้น
เราอาจมี AI ฉลาดที่สุดในโลก แต่ เรากลับไม่เข้าว่าจริง ๆ เราต้องการอะไรกันแน่
ดังนั้น เรามันก็แค่ “สิ่งมีชีวิตที่ถูกแทนที่ง่าย ๆ” ด้วยหุ่นยนต์ หากไม่เข้าใจความหมายชีวิต
นี่คือจุดที่เทคโนโลยี ทำให้เราต้องถามคำถามเก่า...
“คุณค่าของความเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน?”
Elon เค้าทิ้งท้ายไว้ว่า
"การมองโลกในแง่ดีที่ผิด ยังไงก็ดีกว่าการมองโลกในแง่ร้ายที่ถูก"
มันเหมือนกับการบอกว่า
"การมีความหวังที่ยังไม่แน่นอน ก็ยังดีกว่าการไม่เหลือความหวังเลย... จริงไหมครับ?"
คำพูดนี้ ดึงกลับการมองอนาคต มามองความคิดในปัจจุบัน