วลีเด็ดที่ว่า "If we're not at the table, we're on the menu" (หากเราไม่ได้นั่งที่โต๊ะเจรจา เราก็จะกลายเป็นอาหารในเมนูเสียเอง) จากการปาฐกถาของ Mark Carney บนเวที WEF 2026 ถ้อยคำที่สะท้อนความจริง การหลีกเลี่ยง และคำเตือน ถึงภาวะเร่งด่วน ของประเทศขนาดกลาง ที่ต้องเลือกระหว่าง การยอมถูกเขมือบโดยมหาอำนาจซะ หรือ รวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง
โลกมันเป็นแบบนี้แหละ และนี่คือการบีบด้วยเทคนิคนัก deal ของ Trump ที่เอาอำนาจที่เหนือกว่ามาเป็นที่ตั้ง แล้วเลือกว่า จะบดขยี้หรือต่อรองเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ที่จะได้
เราได้เรียนรู้จากบทเรียนของอำนาจโลกเสมอ แม้แต่ในคนตัวเล็กน้อยอย่างเรา การปฎิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว มันก็มีอำนาจ 3 ระดับ คือ กับคนที่อำนาจเหนือกว่า กับคนที่อำนาจเท่า ๆ กัน หรือ กับคนที่อำนาจด้อยกว่า
เมื่อปฎิสัมพันธ์ โลกมันก็จะหลีกไม่ได้ ที่จะต้องมีการแลกเปลี่ยน การเจรจาต่อรอง เป็นทักษะการอยู่รอด และมันก็เต็มไปด้วยกับดักเต็มไปหมด เรื่องนี้ เราเรียนรู้ได้จากประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ โดยเฉพาะประวัติช่วงจักรวรรษล่าอาณานิคม แล้วมันก็ย้อนมาอีกครั้ง จะว่าไป มันไม่ได้หายไปไหนหรอก มันแค่รอวัน ปลุกให้ตื่นจากฝันหวานของยุคแห่งความเห็นอกเห็นใจ
กับดักของการเจรจาแบบ "ตัวต่อตัว" กับมหาอำนาจ
ความจริงที่โหดร้ายของภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันคือ "มหาอำนาจ" (Great Powers) มีขนาดตลาด (Market size) ศักยภาพทางการทหาร และอำนาจต่อรองที่มากพอจะกำหนดกติกาและเดินหน้าไปได้ด้วยตนเอง แต่สำหรับประเทศขนาดกลาง การเจรจาแบบทวิภาคี (Bilateral) กับมหาอำนาจหรือเจ้าโลก (Hegemon) มักจบลงด้วยความเสียเปรียบ
เมื่อเจรจาเพียงลำพัง ประเทศขนาดกลางมักต้องยอมรับสิ่งที่ถูกหยิบยื่นให้ และต้องแข่งขันกับประเทศอื่นเพื่อเอาใจมหาอำนาจ จะถอยก็หลังพิงฝา จะเดินหน้าก็ถูกบดขยี้ การเปิดเผยจุดอ่อนแอยิ่งแพ้กว่าเดิม การเดินเกมส์ต้องหาจุดได้เปรียบ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
การยอมแพ้ ไม่ใช่ทางออกที่ดี
มันเป็นเพียงการแสดงความอ่อนแอเพื่อให้ได้กดขี่ต่อไป เป็นการแสดงจุดอ่อนให้ชัดขึ้น และไม่ใช่มหาอำนาจจะหยุดนะ แต่จะกดการเติบโตเพื่อสนองความยั่งยืนในการกดขี่
ในการปราศัยของ Mark Carney ชี้ว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การรักษาอธิปไตยที่แท้จริง แต่เป็นเพียง "การแสดงละครว่าเป็นเอกราช ทั้งที่ยอมรับสถานะผู้ใต้บังคับบัญชา" (The performance of sovereignty while accepting subordination)
เรื่องของทางเลือกที่สาม: การสร้างพันธมิตรเฉพาะกิจ (Coalitions)
ความน่าสนใจคือ การทำอย่างไร ให้เกิดอำนาจต่อรองได้
การถูกบังคับให้เลือกระหว่างขั้วอำนาจ หรือการตกเป็นเหยื่อของบริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเรื่อง AI เทคโนโลยี กำลังทางเศรษฐกิจ หรือ ทางการทหาร
ประเทศขนาดกลางต้องสร้าง "ทางเลือกที่สาม" (Third path) ที่ไม่ใช่การยอมศิโรราบ หรือ การขัดขืนแบบไม่มีกลยุทธ์
การรวมกลุ่มเพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันเป็นรายประเด็น (Issue by issue) กับคู่ค้าที่มีจุดร่วมกัน ให้เกิดความหนาแน่น จะเป็นทางรอด
คำว่าเครือข่ายรายประเด็นคืออะไร คือการที่มีความร่วมมือในจุดร่วม และ มีความเด่นที่เสริมกันและมีอำนาจการต่อรองแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ สร้างความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนทั้งด้านการค้า การลงทุน และวัฒนธรรม จะช่วยให้ประเทศต่างๆ มีฐานที่มั่นคงไว้รับมือกับความท้าทายจากการต่อรองในอนาคต
สิ่งที่เราต้องทำอย่างแรกในระดับจิตใจก็คือ
“การยอมรับความจริง (Living the Truth)”
การมองโลกในแง่ดีนั้นดีแน่ แต่มันต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงด้วย
เราต้องเลิกหลอกตัวเองเกี่ยวกับ "ระเบียบโลกที่ยึดตามกฎกติกา" (Rules-based international order) แล้วหันมามองโลกตามความเป็นจริงได้แล้ว
เราต้องยอมรับว่าระเบียบโลกแบบเดิมไม่ได้ทำงานอย่างที่โฆษณาไว้อีกต่อไป แต่ปัจจุบันคือระบบที่การแข่งขันของมหาอำนาจทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีการใช้ "การบูรณาการทางเศรษฐกิจ" เป็นเครื่องมือในการบีบบังคับ (Coercion)
ประเทศขนาดกลางต้องกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์การข่มขู่ทางเศรษฐกิจจากทุกทิศทาง ไม่ใช่เงียบเฉย
ยังมีคนที่คิดในแง่ดีว่า เดี๋ยวมันก็ผ่านไป และนี่คือฝันร้ายเพียงข้ามคืน
แต่ในวันที่ผู้นำโลกมารวมตัวกันที่ Davos 2026 นี้ ก็เหมือนการช่วยกันปลุกให้ตื่นเพื่อมาพบสภาพความจริง ว่านี่คือความจริง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากเราไม่ร่วมมือกันสร้างที่นั่งของตนเองบนโต๊ะเจรจา พวกเขาก็หนีไม่พ้นที่จะต้องกลายเป็นเพียงตัวเลือกในเมนูของมหาอำนาจนั่นเอง