“If you double your goals, you double your stress. But if you 10x your vision, you’re forced to simplify.”
— Dr. Benjamin Hardy
มันเป็นคำที่แปลกดี เมื่อได้ยิน คนกล่าวอ้างถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่บอกว่า เติบโต x 10 เท่า ง่ายกว่า เติบโต x 2 เท่า
ก็การเติบโตแบบก้าวกระโดด (10x growth) ตัวเลขมันมากกว่าเห็น ๆ มันจะง่ายกว่าได้อย่างไร นี่คิดแบบตรงไปตรงมา
แต่เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ก็พยักหน้าตาม
เออ จริงหวะ
มาฟัง 5 แนวคิด ว่า ทำงานให้ผลลัพย์ ออกมาโต 10 x จาก Dan Sullivan และ Dr. Benjamin Hardy กัน
1. เปลี่ยนจาก “ขยาย” เป็น “คัดเลือก”: กฎ 80/20 ในแบบ 10x
กฎ 80/20 หรือ Pareto Principle เป็นจุดตั้งต้นที่ผู้เขียนหยิบมาใช้ในเวอร์ชันที่เฉียบคมกว่าเดิม
ในโลกของ 2x Thinking เรามักพยายาม "ทำให้ดีขึ้น" ในทุกเรื่อง โดยหวังว่าจะเพิ่มผลลัพธ์ทีละน้อย
แต่ในโลกของ 10x Thinking — คุณไม่สามารถพา ‘ทุกอย่าง’ ไปกับคุณได้
“The pathway to 10x growth is subtraction, not addition.”
— Dan Sullivan
เส้นทางที่จะไปถึงการเติบโต 10 เท่านั้น ต้องตัดออก ไม่ใช่เพิ่มเข้าไป
ในวงการสตาร์ทอัปที่เติบโตได้ไวมาก ทีมที่เน้นเพิ่มฟีเจอร์หรือโปรเจกต์ใหม่ทุกเดือนมักเผชิญกับความซับซ้อนที่ควบคุมไม่ได้ ในขณะที่ทีมที่ “เลือกทำแค่ 1 ฟีเจอร์ที่เปลี่ยนเกมได้” กลับสร้างการเติบโตที่แท้จริง
2. ความชัดเจน คือพลังขับเคลื่อนที่แท้จริง
2x Goals เปิดทางเลือกนับร้อย ซึ่งดูเหมือน “เปิดโอกาส” แต่จริงๆ กลับเป็นกับดักของความลังเล
10x Goals กลับบีบให้คุณตัดสินใจเด็ดขาด เพราะเส้นทางส่วนใหญ่ "ไม่เวิร์ก" กับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น
งานวิจัยด้าน Decision Fatigue พบว่า ยิ่งคุณมีตัวเลือกมาก สมองจะยิ่งเหนื่อยล้าและตัดสินใจแย่ลง (Baumeister & Tierney, 2011)
เป้าหมายที่ชัดเจน จะคัดกรองสิ่งรบกวนได้ดี เช่นเดียวกับ Google ที่ตัดสินใจตัด 70% ของโปรเจกต์ทดลอง เพื่อทุ่มพลังให้กับ 10% ที่มีโอกาสเติบโตระดับโลก เช่น Android หรือ Google Maps
3. จาก “แข่งขัน” สู่ “แหวกแนว”: คุณภาพเหนือปริมาณ
“Competing with others is 2x. Creating something no one else can replicate is 10x.”
— Dr. Benjamin Hardy
2x Mindset: พยายามทำในสิ่งที่คนอื่นทำอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นนิดหน่อย
10x Mindset: ถามว่า “อะไรที่เราทำได้เพียงคนเดียว?” และโฟกัสแค่นั้น
กรณีศึกษา
Apple ไม่ได้แข่งกับมือถือ Android ที่กล้องดีกว่า RAM เยอะกว่า แต่สร้าง ecosystem ที่รวมฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และดีไซน์อย่างไร้รอยต่อ — ซึ่งไม่มีใครลอกได้ง่ายๆ
ไปอยู่ในสนามที่ไม่มีคู่แข่ง บางคนเรียก กลยุทธ์นี้ว่า blue ocean strategy หรือบางคน ก็เรียก monopoly strategy
4. เปลี่ยนตัวตน = เปลี่ยนผลลัพธ์
หนึ่งในแนวคิดลึกที่สุดของหนังสือคือ "Identity Shift" —
เพราะคุณไม่สามารถไปถึงเป้าหมาย 10x ด้วยวิธีคิดหรือบทบาทเดิมได้
“10x isn’t just about doing differently. It’s about being differently.”
— Dan Sullivan
Identity Shift for Innovation Leaders
ถามตัวเอง:
ถ้าเป้าหมายของคุณคือสร้างผลลัพธ์ระดับโลก...
คุณควร “ทำอะไรให้น้อยลง” บ้าง?ถ้าคุณต้องสร้างทีมที่เติบโต 10 เท่า...
คุณควร “หยุดเป็นผู้แก้ปัญหาทุกอย่าง” และกลายเป็น “ผู้นำทาง” อย่างไร?
งานวิจัยจาก Harvard Business Review (2021) พบว่า “ผู้นำที่กล้าปล่อยอำนาจ” ให้ทีมตัดสินใจแทนตนเองในบางส่วน จะเพิ่มประสิทธิภาพของทีมได้เฉลี่ย 31%
ผู้ที่ไถนาเองแบบเดิม ๆ ก็จะเติบโตช้าๆ และได้ผลผลิตแบบเดิม ๆ
5. Gap vs. Gain: เปลี่ยนมุมมองเพื่อรักษาพลังใจ
Dr. Hardy แนะนำว่า คนที่ไล่ล่าความสำเร็จ 10x ต้องเรียนรู้การโฟกัสที่ “Gain”
แทนที่จะหมกมุ่นว่า “เรายังไปไม่ถึงไหน” (The Gap)
ให้หันมามองว่า “เรามาไกลจากจุดเริ่มต้นแค่ไหนแล้ว” เพื่อสร้างพลังใจต่อยอด
ลองสิ
นำหลักนี้ไปใช้ในการรีวิวโปรเจกต์รายเดือนกับทีม โดยเริ่มจากคำถามว่า
“ในเดือนที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?”
แทนคำถามว่า
“เรายังขาดอะไร?”
สรุปสั้น ๆ แก่นหนังสือเลยครับ
10x = ทำให้น้อยลง แต่ลึกขึ้น
การคิดแบบ 10x ไม่ได้เกี่ยวกับทำงานหนักขึ้นแบบที่เป็นกับดักความทำมากได้มากขึ้นนิดนึง แต่เป็นการ “ทำสิ่งที่ใช่ให้สุดทาง” และ “เลิกทำสิ่งที่ไม่ใช่”
มันคือการโฟกัสที่จุดแข็ง กล้าตัดสิ่งรบกวน และเปลี่ยนบทบาทของตัวเองให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ใหญ่กว่าตัวเรา
“You can’t become a 10x leader by being a 2x person.”