อยากได้ผลลัพธ์แบบคนหมกมุ่น อย่าใช้ความพยายามแบบคนเอาจริงแค่บางวัน
“If you want to be exceptional, you have to be the exception.”
— Alex Hormozi
คนเราอยากโดดเด่น อยากประสบความสำเร็จ
เมื่อถามว่า แล้วทำอะไรมาบ้าง คำตอบ อยู่ในสายลม
อยากได้นะ แต่ต้องทำด้วย
อยากแต่ไม่ทำคือความฝัน และ ฝันแล้วทำ คือความจริง
แต่แค่ทำไม่พอ มันต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทำอย่างฉลาดด้วย
ถ้าคุณอยากเป็นคนที่ “โดดเด่นกว่าคนทั่วไป” คุณก็ไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป แล้วคาดหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ธรรมดา
ปัญหาของคนจำนวนมากไม่ใช่การไม่มีความฝัน แต่คือ ความคาดหวังกับระดับความทุ่มเทไม่สัมพันธ์กัน
ขนาดคณิตศาสตร์ ยัง 1+1 = 2 เลย
จะรวยอยู่โดยไม่ได้ต้องทำอะไรมากนัก ก็รอถูกหวย ไม่ก็รับมรดกสิ
แต่ไม่ว่าจะรวยจากถูกหวย หรือ รับมรดกนะ หากไม่รักษา ก็อันตธานหายไปอยู่ดี มีเงินแต่ไม่ฉลาด อย่ามีเลย มันไม่ยืนยาว
ทุก ๆ สิ่ง มันต้องทุ่มเททั้งนั้น
เราอยากมีธุรกิจที่เติบโต อยากมีอิสรภาพทางการเงิน อยากมีร่างกายแข็งแรง อยากเก่งในสิ่งที่ทำ หรืออยากสร้างผลงานที่คนจดจำ แต่เมื่อมองกลับมาที่สิ่งที่ทำในแต่ละวัน เราอาจกำลังให้ความพยายามกับมันเพียงระดับ “ถ้าว่างก็ทำ” โอ้ พระเจ้า คนเรา มันไม่มีวันว่างหรอก ต่อให้มี คุณก็เอามันไปทำสิ่งที่ง่ายกว่าอยู่ดี
อยากสำเร็จ แต่กลับคาดหวังผลลัพธ์จากมัน ราวกับว่าเราให้ทุกอย่างไปแล้ว
มาว่ากันด้วยความมุ่งมั่น
ความมุ่งมั่นมีหลายระดับ และแต่ละระดับมีราคาของมัน
ลองแบ่งระดับของ commitment ออกเป็นสามแบบง่าย ๆ
ระดับแรก: Casual — “ลองดูก่อน แล้วค่อยว่ากัน”
คนระดับนี้ไม่ได้ผิดอะไร เขาเพียงกำลังทดลอง หากทำแล้วสนุกก็ทำต่อ ถ้าเหนื่อยเกินไปก็หยุด ถ้าไม่เห็นผลเร็วก็เปลี่ยน และถ้ามีเรื่องอื่นสำคัญกว่าก็พักไว้ก่อน การทำสิ่งต่าง ๆ แบบ Casual เหมาะกับงานอดิเรก ความสนใจใหม่ หรือสิ่งที่เรายังไม่แน่ใจว่าต้องการจริงหรือไม่
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราให้ commitment ระดับ Casual แต่ตั้งความหวังระดับ Exceptional เราออกกำลังกายเมื่อมีอารมณ์ แต่อยากมีร่างกายระดับนักกีฬา เขียนหนังสือเฉพาะวันที่มีแรงบันดาลใจ แต่อยากเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ หรือทำธุรกิจเฉพาะตอนสะดวก แต่หวังว่าจะสร้างบริษัทที่เปลี่ยนชีวิตตัวเองได้
ระดับที่สอง: Serious — “ฉันจะทำจนกว่ามันจะสำเร็จ”
ตรงนี้เป็นจุดที่เกมเปลี่ยน คำถามผุดในหัว ไม่ใช่ “มันจะสำเร็จไหม” แต่เป็น “ฉันต้องปรับอะไรเพื่อให้มันสำเร็จ”
คนที่ Serious ไม่ได้ตีความความล้มเหลวครั้งแรกว่าเป็นคำตัดสิน เขามองมันเป็นข้อมูล ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ผล เขาเปลี่ยนวิธี ถ้าความรู้ไม่พอ เขาเรียนเพิ่ม ถ้าทักษะยังไม่ดี เขาฝึกต่อ ไม่มีวันเต็ม เพราะเขารู้ว่า มันขาด
ความแตกต่างของคน สองแบบ
คนแบบ Casual ใช้ผลลัพธ์ตัดสินว่าจะทำต่อหรือไม่ แต่คนแบบ Serious ใช้ผลลัพธ์ตัดสินว่า ครั้งต่อไปควรทำอย่างไรให้ดีขึ้น
ระดับที่สาม: Obsessed — “ฉันจะไม่เลิก ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน”
นี่คือระดับที่ต้องเข้าใจอย่างระมัดระวัง เพราะคำว่า “obsessed” หรือ “หมกมุ่น” มักถูกตีความผิดเสมอจากตัวอย่างที่ไม่ดี
แต่การหมกมุ่นจะทำให้สำเร็จ มันไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องหลับต้องนอน ไม่ได้หมายความว่า ให้ทำลายสุขภาพเสีย ต้องทำลายความสัมพันธ์เสีย นั่นเป็นวิธีของคนโง่
เพียงคุณยอมรับได้ว่าต้องเปลี่ยนแผน เปลี่ยนวิธี หรือเริ่มใหม่ แต่ไม่ยอมทิ้งเป้าหมายเพียงเพราะมันยากกว่าที่คิด มันคือการจดจ่อ และ มั่นคงที่เป้าหมาย ส่วนวิธีการ ลองเปลี่ยนได้
คนที่อยู่ในระดับนี้มักมีคำถามอยู่ในหัวว่า “ฉันต้องกลายเป็นคนแบบไหน จึงจะทำสิ่งนี้สำเร็จ?”
คนส่วนใหญ่ต้องการผลลัพธ์ระดับ Obsessed ด้วยความพยายามระดับ Casual นี่คือเคล็บลับสำคัญที่เราต้องเรียนรู้
แต่นี่ก็อาจเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่พบได้บ่อยที่สุดในชีวิต
เราเปรียบเทียบผลลัพธ์ของตัวเองกับคนที่อยู่ในเกมมาสิบปี ทั้งที่เราเพิ่งจริงจังได้หกเดือน เรามองความสำเร็จของคนอื่นจากสิ่งที่ปรากฏในวันนี้ แต่ไม่เห็นจำนวนคืนที่เขาทำงานโดยไม่มีใครสนใจ จำนวนครั้งที่ถูกปฏิเสธ หรือจำนวนปีที่ผลงานแทบไม่มีคนเห็น
เรามองเห็นแค่ “Tip of the Iceberg” ยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่ชนะและโผล่พ้นน้ำอย่างท้าทาย
ในสายตาคนนอก เรียกสิ่งที่ว่านี้ว่า “พรสวรรค์” แต่เบื้องหลังพรสวรรค์นั้นส่วนประกอบสำคัญคือการทำสิ่งเดิมนานกว่าที่คนส่วนใหญ่ยอมทำ การสะสมทักษะและประสบการณ์มีลักษณะคล้ายดอกเบี้ยทบต้น ช่วงแรกความแตกต่างแทบมองไม่เห็น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ช่องว่างระหว่างคนที่ทำสม่ำเสมอกับคนที่ทำเป็นครั้งคราวจะค่อย ๆ กว้างขึ้น
หากคุณถามคนที่ประสบความสำเร็จว่า “คุณพยายามมากแค่ไหน?” มันอาจเป็นคำถามที่ตรงประเด็นส่วนหนึ่ง แต่หากถามต่อด้วยว่า “คุณพร้อมพยายามแบบนี้นานแค่ไหน?” นั่นแหละ คือจิ๊กซอที่เสร็จสมบูรณ์
Exceptional Results ต้องแลกด้วย Exceptional Behavior
ถ้าอยากได้ผลลัพธ์แบบคน 1% แต่ยังจัดตารางชีวิตเหมือนคน 99% ก็ยากที่จะไปถึงผลลัพธ์นั้น โลกมันไม่มีทางยุติธรรมหรอก เพราะผลลัพธ์ที่หายากมักเกิดจากพฤติกรรมที่หายากเช่นกัน
นี่แหละแก่นของประโยค “If you want to be exceptional, you have to be the exception.” การเป็นข้อยกเว้นไม่ได้หมายความว่าต้องเกิดมาพิเศษกว่าใคร แต่อาจหมายถึงการยอมทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมทำ และทำมันนานพอจนผลลัพธ์เริ่มแตกต่าง