• home
  • project and work
    • MEDCHIC and SMID
    • SmileMigraine
    • Creative project
    • TEDx Chiangmai
    • ChivaCare
    • Headache Leader
    • JW Herbal
    • Claude Learning Page
    • Good Enough Project
  • bog bog - the ideas blog
  • Video
  • Event/Talk/Award
  • biography
  • contact
  • Menu

surat tanprawate

M.D.
  • home
  • project and work
    • MEDCHIC and SMID
    • SmileMigraine
    • Creative project
    • TEDx Chiangmai
    • ChivaCare
    • Headache Leader
    • JW Herbal
    • Claude Learning Page
    • Good Enough Project
  • bog bog - the ideas blog
  • Video
  • Event/Talk/Award
  • biography
  • contact
surat tanprawate
M.D.

เราต่างเดินไปเพื่อข้ามจุดที่ไม่อาจเหลียวกลับ

Added on September 24, 2024 by Surattanprawate.

คนเรารู้วันเกิด ไม่รู้วันตาย

เราใช้ชีวิตเหมือนเวลาไม่มีวันหมด

เราหายใจโดยไม่รู้ว่านี่คือสัญญาณของการมีชีวิตอยู่

ทุกขณะที่เราคิด ทุกขณะที่เราทำ มันเปลี่ยนแปลงเราเป็นคนใหม่เสมอ

เราต่างเดินอยู่บนเส้นด้ายที่เปราะบางของชีวิต

ทุกนาที มีคนจากโลกนี้ไป และ เราก็กำลังขยับต่อแถวไปเรื่อย ๆ

ไม่รู้ว่า เราจะก้าวข้ามเส้นนั้นก่อนหรือหลังใคร แต่ที่แน่ ๆ มีคนไป ก่อนเรา และ ไปหลังเรา อย่างไม่รู้ตัว

มีสติและทำทุกวัน ทุกขณะจิตให้ดีที่สุด

จะทำอะไร คิดให้ดี เพราะชีวิตเป็นของเรา

- อจ สุรัตน์

In Life, Philosophy, Person Tags Life
Comment

โลกแห่งนี้ ทำให้เกิดความเศร้ามากกว่าหฤหรรษ์: เมื่อการเข้าใจโลก ทำร้ายตนเอง

Added on September 23, 2024 by Surattanprawate.

"มีความเศร้าบางอย่างที่เกิดขึ้นจากการรู้มากเกินไป จากการเห็นโลกในแบบที่มันเป็นจริง ๆ มันเป็นความเศร้าที่มาจากการเข้าใจว่าชีวิตไม่ใช่การผจญภัยอันยิ่งใหญ่ แต่เป็นเพียงช่วงเวลาที่เล็กน้อยและไม่สำคัญ ว่าความรักไม่ใช่นิทาน แต่เป็นอารมณ์ที่เปราะบางและชั่วคราว ว่าความสุขไม่ใช่สภาวะถาวร แต่เป็นเพียงแวบหนึ่งของสิ่งที่เราจับไว้ไม่ได้ และในความเข้าใจนั้น ก็มีความเหงาลึกซึ้ง ความรู้สึกที่เหมือนถูกตัดขาดจากโลก จากผู้คนอื่น ๆ และจากตัวเอง" —เวอร์จิเนีย วูล์ฟ


หากใครได้อ่านคำกล่าวนี้ คำที่สวยงามราวกับสัมผัสจากก้นลึกของหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์และสิ่งที่ต้องเผชิญ ก็คงสงสัยว่า คนเขียนบรรยายราวกับเป็นแผ่นฟองน้ำที่ซึมซับเอาความจริงที่โหดร้ายของโลกอย่างลึกซึ้งและโดดเดี่ยว และนั่นก็เป็นการเข้าใจไม่ผิดเลย ศิลปิน เวอร์จิเนีย วูล์ฟ เอาใจเข้าเล่นกับอารมณ์ของโลกจนกัดกินตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าและยากเยียวยา


เวอร์จิเนีย วูล์ฟ (Virginia Woolf) เป็นนักเขียนและนักวิจารณ์ชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ผลงานของเธอมีความโดดเด่นในด้านสไตล์การเขียนที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง และบรรยายความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจของตัวละคร ซึ่งมักสะท้อนถึงการต่อสู้ทางอารมณ์และจิตวิญญาณของมนุษย์เป็นอย่างมาก นักอ่านบางคนได้กล่าวไว้ว่า เธอบรรยายได้ราวกับเข้าไปนั่งท่ามกลางหัวใจของอารมณ์ที่อยู่ลึกสุดของใครคนนั้น


เวอร์จิเนียเกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1882 ในครอบครัวที่มีความรู้และมีบทบาทสำคัญในวงการวรรณกรรมแห่งอังกฤษ เธอเป็นบุตรของนักเขียนและนักวิจารณ์อย่าง Sir Leslie Stephen ความสนใจในด้านวรรณกรรมของเธอได้รับการสนับสนุนตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยความสามารถพิเศษในการสังเกตและสะท้อนความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์ผ่านบทความและนวนิยายที่เธอเขียน


ผลงานที่มีชื่อเสียงของวูล์ฟ ได้แก่ "Mrs Dalloway," "To the Lighthouse," และ "Orlando," ซึ่งผลงานเหล่านี้เป็นตัวอย่างของนวนิยายที่สะท้อนความคิดที่ลึกซึ้งและตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่ ความทรงจำ และการเปลี่ยนแปลงของเวลา

เรื่องราวและผลงานของเธอไม่ได้สะท้อนแค่ความงดงามของการเขียน แต่ยังแฝงไปด้วยปรัชญาชีวิตที่เชื่อมโยงกับความทุกข์ ความเหงา และความหมายของการมีชีวิตอยู่

ผลงานของเวอร์จิเนีย วูล์ฟ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านทั่วโลกได้เรียนรู้และสำรวจความซับซ้อนของชีวิต ความเศร้า และความงามในความเปราะบางของมนุษย์

“การเข้าใจธรรมชาติและความโหดร้ายของมนุษย์ ที่ต่อมาได้กัดกินหัวใจอันแข็งแกร่งของเธอไป” หากเข้าใจซาตาน ต้องเอาหัวใจไว้กับซาตาน

ในช่วงปีสุดท้ายของชีวิต วูล์ฟประสบกับความเครียดและความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สองและการสูญเสียคนใกล้ชิด รวมถึงความยากลำบากในการจัดการกับอาการทางจิตที่เธอประสบมาตลอดชีวิต เธอมีประวัติของการต่อสู้กับโรคซึมเศร้าและอาการทางจิตอื่น ๆ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง

ก่อนที่จะตัดสินใจฆ่าตัวตาย วูล์ฟได้เขียนจดหมายถึงสามีของเธอ เลโอนาร์ด วูล์ฟ (Leonard Woolf) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกสิ้นหวังและความคิดที่ว่าเธอไม่สามารถฟื้นตัวจากความเจ็บป่วยทางจิตได้ ในจดหมายดังกล่าว เธอได้บอกเล่าถึงความรู้สึกของเธอที่ไม่อยากเป็นภาระให้กับคนที่รักอีกต่อไป

วันนั้นแห่งห้วงชีวิต วูล์ฟได้เดินออกจากบ้านในซัสเซ็กซ์ โดยใส่หินลงไปในกระเป๋าของเธอเพื่อช่วยถ่วงน้ำตัวเอง ก่อนที่จะเดินไปยังแม่น้ำโอเซ (River Ouse) และกระโดดลงไปในน้ำ ร่างของเธอถูกพบเมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1941 โดยเจ้าหน้าที่ หลังจากที่หายไปหลายสัปดาห์

เวอร์จิเนีย วูล์ฟ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของนักเขียนที่สร้างสรรค์ผลงานที่ลึกซึ้งในขณะที่เธอต่อสู้กับภาวะซึมเศร้า ความเชื่อมโยงระหว่างความคิดสร้างสรรค์และปัญหาทางสุขภาพจิตเช่นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรณีของวูล์ฟเท่านั้น นักเขียนและศิลปินจำนวนมาก เช่น เอ็ดการ์ อัลลัน โพ, เอิร์นเนสต์ เฮมิงเวย์ และ วินเซนต์ แวนโก๊ะ ล้วนมีชื่อเสียงในฐานะศิลปินที่ประสบความสำเร็จและต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง

งานวิจัยทางจิตวิทยาและประสาทวิทยาได้ให้ความสนใจอย่างมากในความเชื่อมโยงระหว่างความคิดสร้างสรรค์และสุขภาพจิต โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้า งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ศิลปินและนักเขียนมักมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับโรคซึมเศร้าในระดับที่สูงกว่าประชากรทั่วไป

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าปัจจัยหลายอย่างอาจทำให้ศิลปินมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหานี้มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือธรรมชาติของงานสร้างสรรค์ที่ต้องพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ในมุมลึกซึ้งและซับซ้อน การขบคิดในเชิงปรัชญาและความหมายของชีวิตอาจเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความทุกข์และอารมณ์ที่แปรปรวน

งานวิจัยจากสถาบัน Karolinska Institute ในสวีเดนพบว่า ผู้ที่มีอาชีพสร้างสรรค์ เช่น ศิลปิน นักเขียน และนักดนตรี มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับภาวะซึมเศร้าถึง 25% มากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะในสาขาวรรณกรรมที่ต้องใช้การสะท้อนความคิดภายในตัวเองอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการเกิดปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ เช่น โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) และโรควิตกกังวล

นอกจากนี้ สมองของผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงมักมีการทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงกับความเปราะบางทางจิตใจ

การศึกษาทางประสาทวิทยา (Neuroscience) ชี้ให้เห็นว่าสมองของคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มักมีการทำงานในแบบที่แสดงความเชื่อมโยงกับอารมณ์ที่ซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสมอง เช่น ระดับสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ เช่น เซโรโทนิน (Serotonin) และโดปามีน (Dopamine) มักไม่สมดุลในคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีภาวะซึมเศร้า

นอกจากนี้ สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลอารมณ์และการคิดเชิงนามธรรม อย่างเช่น "สมองส่วนหน้าซ้าย" (Left Prefrontal Cortex) และ "ระบบลิมบิก" (Limbic System) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดอารมณ์และการตอบสนองต่อความเครียด ซึ่งในศิลปินและนักเขียนที่มักใช้สมองส่วนนี้ในการสร้างสรรค์ผลงาน อาจทำให้พวกเขามีความไวต่ออารมณ์เชิงลบมากกว่าคนทั่วไป

การเข้าใจอารมณ์นักคิด และความเข้าใจโลกของศิลปินที่สอดแทรกตัวเองเข้าไปเข้าใจธรรมชาติ ทำให้เราต้องมาคิดคำนึงถึงการเข้าใจอีกด้านของโลกในแนวพุทธและการปล่อยวาง จึงทำให้หลุดออกจากความจริงที่โหดร้ายกลายเป้นแสงสว่างอีกด้านหนึง

#VirginiaWoolf #ชีวิตและวรรณกรรม #แรงบันดาลใจจากหนังสือ #วรรณกรรมคลาสสิก #ความเศร้าในชีวิต

In Life, Person, Psychology Tags Life
Comment

Big Company Syndrome: ยิ่งโตมาก ยิ่งยากเย็น

Added on September 2, 2024 by Surattanprawate.

"Big Company Syndrome" นี่มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัทใหญ่ๆ น่ะ รู้ใช่มั้ย? พอบริษัทโตขึ้น มันก็เริ่มมีปัญหาแปลกๆ เช่น ตัดสินใจช้า ระบบยุ่งยาก ไม่ค่อยมีไอเดียใหม่ๆ แถมหัวหน้ากับลูกน้องก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน

ถ้าเราเป็นผู้นำองค์กรหรือทีมที่กำลังโตขึ้นเรื่อยๆ ลองทำแบบนี้ดูนะ:

1. คิดแบบสตาร์ทอัพ: อย่าลืมความคล่องตัว กล้าลอง กล้าเสี่ยง ถึงบริษัทจะใหญ่แล้วก็เถอะ

2. คุยกันให้เยอะๆ: เปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูด ได้เสนอไอเดีย ให้รู้สึกว่าความคิดเขามีค่า

3. ให้อำนาจทีม: ปล่อยให้ทีมย่อยๆ ตัดสินใจเองบ้าง จะได้ไม่ต้องรอนานๆ

4. อย่าลืมลูกค้า: ให้ความสำคัญกับลูกค้าเสมอ ลองให้ทีมได้คุยกับลูกค้าบ่อยๆ จะได้รู้ว่าเขาต้องการอะไร

5. ทำให้ง่ายๆ: ดูว่าขั้นตอนไหนยุ่งยากเกินไปมั้ย ถ้ามีก็ลองปรับดู

6. สร้างสรรค์ตลอด: สนับสนุนให้ทุกคนคิดอะไรใหม่ๆ อย่ากลัวล้มเหลว

7. ยึดค่านิยม: บอกให้ทุกคนรู้ว่าบริษัทเราให้ความสำคัญกับอะไร แล้วทำตามนั้น

8. เลือกคนให้ดี: หาคนที่เข้ากับบริษัทเรา มีแนวคิดเดียวกัน ทีมที่แข็งแกร่งช่วยให้บริษัทเติบโตได้ดี

Comment

นวัตกรรมลวงตากับหมู่บ้านโพเทมคิน : The Illusion of Innovation and the Potemkin village

Added on September 1, 2024 by Surattanprawate.

พูดโหมกระพือความเร้าร้อนของนวัตกรรม พอสุมไฟกองแรกสำเร็จ ก็เป็นสุมไฟกองต่อไป แล้วปล่อยให้ไฟกองแรก มอดดับไปตรงนั้น

“ใคร ๆ ก็ทำนวัตกรรม” อาจารย์ที่เป็นทั้งผู้บริหารและแพทย์บอกระหว่างสนทนา

“ใคร ๆ ก็ส่งเสริมผู้ประกอบการ” ผมขอเพิ่มคำที่มันดู cool เข้าไปอีกหน่อย จะให้ถูกต้องและ complete คือ “ใคร ๆ ก็พูดถึงการส่งเสริมและการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม”

“แล้วคนที่เข้าใจทั้งนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการจริง ๆ มันมีสักเท่าไหร่กันเชียว” ผมกับ อาจารย์ท่านนั่นยักคิ้ว ยกกาแฟร้อนคาปูชิโน่ดื่ม แล้วก็สนทนาเรื่องอื่นต่อไป

ในกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรม จะมีคำนึงพูดถึง “the Valley of Dealth” หรือ “หุบเขาแห่งความตาย” ฟังดูเหมือนชื่อหนังจีนที่มีพระเอกตกลงไปในหุบเขา แล้วก็ได้พลังวิทยายุทธกลับมา หลังจากเจอเคล็บลับวิชาที่ใต้หุบเขา แต่ “หุบเขาแห่งความตายทางนวัตกรรม” 90% ของคนที่ตกลงไปไม่ได้ขึ้นมาอีกเลย เพราะทุกคนไม่ใช่พระเอกในหนัง แต่นี่คือชีวิตจริง

เห็นภาพงานนวัตกรรม ที่ดูโดดเด่น เหมือนเห็นภาพอันสวยหรู การบ่มเพาะผู้ประกอบการ แต่ต้องบอกว่า ความจริงหลังจากงานจบไปนั้น มันคือ สิ่งที่เรียกว่า ของแทร่ ตามศัพย์วัยรุ่น หรือ ของแท้ ๆ ชีวิตแบบกินมาม่า หนะแหละ

คิดถึงการที่มหาวิทยาลัยเละบรรดาองค์กรต่างๆ ที่ตีฆ้องร้องป่าว ว่า นวัตกรรมมาแล้ว เราจะพุ่งเป้าไปสู่ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม แล้วคิดถึงหมู่บ้านโพเทมคิน ที่หลังฉาก มันไม่ได้ สวยงามขนาดนั้น มารู้จักหมู่บ้านนี้กัน ก่อนจะเอาไปเทียบกับการส่งเสริมนวัตกรรมของหน่วยงานต่าง ๆ ในปัจจุบัน

เรื่องราวของหมู่บ้านโพเทมคินเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับรัสเซียในปลายศตวรรษที่ 18 ว่า "หมู่บ้านโพเทมคิน" หมายถึงการก่อสร้างที่หลอกลวงหรือเท็จจริงเพื่อสร้างภาพมหัศจรรย์หรือความเจริญรุ่งเรือง ในเรื่องนี้มีผู้เชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับกริกอรี โพเทมคินที่เป็นที่รักและผู้นำทางทหารของแคแธรีนที่ในสมัยนั้นเป็นจักรพรรดิรัสเซีย

ในปี 1787 แคแธรีนที่ในสมัยนั้นเริ่มทริปสุดยอดไปชมบรรยากาศแห่งดินแดนที่พึ่งรวมเข้าสู่อาณาจักรในคริมีอะ กริกอรี โพเทมคินได้รับมอบหมายให้ดูแลการพัฒนาและการปกครองในบริเวณนี้ ตำแหน่งที่โพเทมคินต้องเผชิญหน้าก็มีความยากลำบาก เนื่องจากมีความจนและไม่เจริญเต็มที่ในพื้นที่นี้

เรื่องราวกล่าวว่า เพื่อที่จะประทับใจแคแธรีนและเพื่อซ่อนความยากจนและการพัฒนาที่ไม่เจริญเต็มที่ในบริเวณนี้ โพเทมคินจึงอ้างว่าได้สั่งให้สร้างหมู่บ้านปลอม ตามเส้นทางที่จะผ่านไปของจักรพรรดิ สร้างหมู่บ้านเหล่านี้โดยใช้กระดาษแข็งและผ้าใบที่ทาสี ว่าเป็นหมู่บ้านที่เจริญรุ่งเรืองและรุ่งโรจน์

คำว่า "หมู่บ้านโพเทมคิน" ได้กลายเป็นการบ่งชี้ถึงสิ่งที่เท็จจริงหรือสร้างขึ้นเพื่อสร้างภาพบวกหรือความปรารถนาที่ดีขึ้น ในทางที่กว้างขวางมักถูกใช้เพื่อบรรยายการกระทำที่สร้างภาพกลบความแท้จริงของการพัฒนาที่ยังดูล้าหลังอยู่

เรื่องเล่าของของหมู่บ้านโพเทมคิน ไม่เพียงสะท้อนภาพความตื่นตาตระหนกเบื้องหลังฉากหน้า หากยังทำหน้าที่เป็นกระจกส่องสะท้อนโลกแห่งนวัตกรรมยุคใหม่ ที่อาจเต็มไปด้วยภาพลวงตาแห่งความก้าวหน้า

จาก “หมู่บ้านโพเทมกิน” สู่ “นวัตกรรมจำแลง”

บนเส้นทางเร่งฝีเท้าไล่ตามความทันสมัย องค์กรจำนวนมากประโคมข่าวความมุ่งมั่นด้านนวัตกรรม นำเสนอภาพลักษณ์เปี่ยมล้ำผ่านผลิตภัณฑ์สุดไฮเทค งานวิจัยชวนตะลึง หรือแคมเปญการตลาดสุดสร้างสรรค์ ทว่าเบื้องหลังความฉูดฉ่ายนั้น อาจซ่อนแววความจริงอันริบหรี่ของ "นวัตกรรมจำแลง" ที่เน้นเพียงเปลือกนอก มิได้งอกรากฐานแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

หลุมพรางแรกที่รอซุ่มอยู่ คือการหลงใหลกับ "นวัตกรรมจิ๋ว" การมุ่งมั่นพัฒนาฟีเจอร์เสริมเล็กน้อย บรรจุภัณฑ์ล้ำสมัย หรือปรับดีเทลเพียงผิวเผิน โดยละเลยแก่นแท้ของการแก้ไขปัญหา ปรับปรุงประสิทธิภาพ หรือยกระดับประสบการณ์อย่างแท้จริง นวัตกรรมที่แท้จริง มิใช่แค่การแปะป้าย "ใหม่" แต่คือการปฏิวัติแนวคิด ทะลุกรอบกรอบเดิม และสร้างคุณค่าที่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้ง

อีกหนึ่งสิ่ง คือการตกเป็นทาสกระแส คล้อยตามเทรนด์สุดฮิตอย่าง AI, Blockchain, หรือ Metaverse โดยขาดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์การนำไปใช้ที่ชัดเจน ผลลัพธ์คือ การทุ่มเงินมหาศาลไปกับเทคโนโลยีสุดล้ำ แต่สุดท้ายกลายเป็นเพียงของประดับตกแต่ง ไร้ซึ่งพลังขับเคลื่อนความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

หนทางสู่การปลดเปลื้องพันธนาการแห่งหมู่บ้านจำแลงโปเทมคินแห่งนวัตกรรม เริ่มต้นจากการปลูกฝังวัฒนธรรมแห่ง "ความสงสัยสร้างสรรค์" องค์กรต้องเปิดพื้นที่ให้พนักงานตั้งคำถามก่อน อะไรคือปัญหาที่เผชิญ และ เราต้องจัดการด้วยวิธีใหม่ ๆ อย่างไร การต่อยอดความคิดนอกกรอบ การปรับมุมมองปัญหาใหม่ หรือ ที่เรียกว่า Reframe นั่นสำคัญยิ่งไปกว่าการคิด solution ใหม่ ๆ เสียอีก

In Business, Innovation Tags Innovation, Business
Comment

Need to success: Select what's matters, and Filter out the noise

Added on August 31, 2024 by Surattanprawate.

คนประสบความสำเร็จในการยืนบนหน้าแข้งตัวเองบนยอดเขาแห่งการแข่งขันทางธุรกิจ ได้ประกาศสอนน้อง ๆ ว่า ความอิสระ คือความสุขอย่างแท้จริง และหนทางนั้น คือการเป็นผู้ประกอบการ ผู้กุมบังเหียนและโชคชะตาของตัวเอง

การเป็นผู้ประกอบการเปิดโอกาสให้คุณมีอิสระอย่างมาก เราต่างเห็นกันเพราะได้กำหนดชะตาและเวลาของตัวเอง แต่ความสำเร็จนั้น ยังมีเงาดำและบาดแผลตามรายทางที่เหมือนโซ่ตรวน ที่ไม่มีใครบอกคุณอยู่ เสมือนกับผู้ที่ประสบความสำเร็จแล้วปิดปากเงียบ ๆ เอาไว้ และมีเพียงสายตาที่บ่งบอกเป็นนัยว่า อยากเป็นอิสระและประสบความสำเร็จเหรอ ก้าวเข้ามาสิ เดี๋ยวก็รู้เอง

เป็นผู้ประกอบการมีความท้าทายใหม่ๆ เสมอ ที่คุณอาจไม่เคยเจอมาก่อน หนึ่งในคำถามที่พบได้บ่อยคือ อะไรที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ ?

แม้ว่าสูตรสำเร็จ ของการประสบความสำเร็จเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว แต่ หนึ่งในเคล็ดลับคือ การเรียนรู้วิธีกรองเสียงรบกวนและมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญจริงๆ และการเข้าใจว่า สิ่งนี้ไม่สำคัญและคือเสียงรบกวน มันสำคัญพอ ๆ กับคุณรู้ว่าสิ่งไหนที่สำคัญ

ในช่วงแรกๆ คุณอาจต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่เมื่อธุรกิจของคุณเติบโตขึ้น การมอบหมายงานและการเรียนรู้ที่จะปล่อยวางกลายเป็นสิ่งสำคัญ ความสามารถในการมองเห็นภาพรวมโดยไม่หลงในรายละเอียดเล็กน้อย คือสิ่งที่แยกผู้ประกอบการที่ดีออกจากผู้ประกอบการที่ยอดเยี่ยม หากคุณอยากเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ การพัฒนาทักษะการเลือกให้ความสนใจเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเป็นเรื่องที่คุณต้องฝึกฝน

Learning to Filter Out the Noise: Why Entrepreneurs Must Master Selective Attention

ในฐานะผู้ประกอบการ ความสนใจของคุณมักถูกดึงไปในทิศทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวางกลยุทธ์ วิสัยทัศน์ การเงิน ความสัมพันธ์กับลูกค้า ฯลฯ มันเป็นเรื่องง่ายที่จะตกอยู่ในโหมดการทำงานและพยายามแก้ปัญหาในทุกๆ ด้าน แต่ความสามารถในการกรองเสียงรบกวนและมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญจริงๆ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จ

Mastering Selective Attention

ในการประสบความสำเร็จ คุณต้องเรียนรู้ทักษะการเลือกให้ความสนใจเฉพาะสิ่งที่จำเป็น ซึ่งหมายถึงการตัดสิ่งที่ไม่สำคัญออกไปและเน้นเฉพาะเรื่องที่มีความสำคัญสูง นี่คือตัวช่วยที่อาจทำให้คุณเก่งขึ้นในด้านนี้:

  • กำหนดลำดับความสำคัญ: รู้ว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ และเน้นที่สิ่งเหล่านั้นก่อนจะไปถึงเรื่องอื่นๆ การทำรายการอาจช่วยให้คุณจำเป้าหมายของตัวเองได้ดีขึ้น

  • จำกัดการขัดจังหวะ: ลดการแจ้งเตือนในอุปกรณ์ของคุณและพยายามหลีกเลี่ยงการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ทำทีละอย่างและอย่าเปลี่ยนความสนใจเว้นแต่จะจำเป็นจริงๆ

  • เริ่มต้นวันด้วยความมุ่งมั่น: วิธีที่คุณเริ่มต้นวันจะกำหนดทิศทางของวันนั้นๆ เริ่มจากการทำงานที่สำคัญที่ต้องใช้ความสนใจมากก่อนที่จะทำงานที่ไม่สำคัญอื่นๆ

  • พักบ้าง: การจดจ่ออย่างหนักไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา การพักผ่อนสั้นๆ เป็นสิ่งจำเป็นในการเติมพลังและรักษาพลังงานทางจิตใจ

  • เรียนรู้ที่จะปฏิเสธ: ไม่จำเป็นต้องตอบรับทุกปัญหาหรือโอกาสที่เข้ามา ให้เรียนรู้ที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของคุณ จำไว้ว่า คุณสามารถทำงานของพวกเขาได้ แต่พวกเขาไม่สามารถทำงานของคุณได้ การปล่อยให้พวกเขาเผชิญความท้าทายของตนเองก็เป็นสิ่งที่ดี

การฝึกฝนและเสริมสร้างทักษะในการกรองสิ่งที่ไม่สำคัญและมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญจะทำให้การจดจ่อกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นเมื่อคุณคงความมุ่งมั่นในสิ่งที่มีความสำคัญจริงๆ

พลังแห่งการปฎิเสธ “The Power of Saying “No”: Choosing What to Prioritize and What to Let Go”

ในฐานะผู้ประกอบการ การเลือกให้ความสนใจเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเป็นเรื่องที่สำคัญ คุณไม่สามารถทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ดังนั้นการเลือกว่าสิ่งใดที่สำคัญจริงๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญ

ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ คุณอาจรู้สึกว่าต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น การจัดลำดับความสำคัญกลายเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้น เรียนรู้ที่จะมอบหมายงานและปล่อยวางงานที่สำคัญน้อยกว่า การพูดว่า "ไม่" บ่อยขึ้นจะช่วยให้คุณสามารถมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ขับเคลื่อนธุรกิจของคุณได้จริงๆ

ลองใช้เครื่องมืออย่าง Eisenhower Matrix เพื่อช่วยในการตัดสินใจในแต่ละวันและมอบหมายงาน มันเป็นแนวทางที่ใช้งานได้จริงที่จะช่วยให้คุณระบุได้ว่างานใดควรให้ผู้อื่นทำ และงานใดควรละทิ้ง

การลดภาระและการขจัดสิ่งรบกวนทางจิตใจอาจเป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นการเพิ่มพลังให้ตัวเอง เริ่มจากการระบุว่าสิ่งใดที่มีเพียงคุณเท่านั้นที่ทำได้—ความสามารถและจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณ มุ่งเน้นไปที่งานที่สนับสนุนลำดับความสำคัญหลัก และมอบหมายหรือละทิ้งงานที่เหลือ

ด้วยการฝึกฝน การเลือกให้ความสนใจเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจะกลายเป็นนิสัย คุณจะเก่งขึ้นในการประเมินสิ่งที่สำคัญอย่างรวดเร็ว และปลดปล่อยตัวเองจากสิ่งที่ทำให้เสียเวลาและงานที่ไม่สำคัญ เวลาของคุณและพลังงานของคุณจะถูกมุ่งเน้นไปที่ลำดับความสำคัญหลักที่ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์และธุรกิจของคุณไปสู่ระดับถัดไป

การพูดว่า "ไม่" เป็นนิสัยที่ในระยะยาวจะให้ผลดีแน่นอน โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ ฝึกฝนให้ชิน แล้วคุณจะพบกับอิสระและความชัดเจนใหม่ๆ ที่จะช่วยให้คุณไล่ตามโอกาสที่ทำให้คุณตื่นเต้นจริงๆ ธุรกิจของคุณจะขอบคุณคุณสำหรับสิ่งนี้

จงจ้องมองที่ขอบฟ้า และมองลงมายังภาพรวม

“Keeping Your Eyes on the Horizon: Maintaining a High-Level View as You Grow Your Business”

เมื่อธุรกิจของคุณเติบโตขึ้น มันง่ายที่จะหลงอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของการดำเนินงานประจำวัน อย่างไรก็ตาม การรักษามุมมองภาพรวมระดับสูงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการทุกคน การให้ความสนใจเฉพาะสิ่งที่จำเป็นช่วยให้คุณสามารถมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญจริงๆ และทำให้ธุรกิจของคุณเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ถูกต้อง

จงมอบหมายงานทุกครั้งหากเป็นไปได้

“Delegate Whenever Possible”

คุณไม่สามารถทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้อีกต่อไป เรียนรู้ที่จะมอบหมายความรับผิดชอบให้กับพนักงานหรือผู้รับเหมาที่คุณไว้วางใจ สิ่งนี้จะช่วยให้คุณมีเวลาในการมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ที่มีผลกระทบสูง เช่น กลยุทธ์ การสร้างพันธมิตร และโอกาสใหม่ๆ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้อื่นได้เติบโตและยกระดับตนเองขึ้นไปอีกขั้น

ทบทวนติดตามงาน ตามตัววัดที่สำคัญ

Review Key Metrics Regularly

ในขณะที่คนอื่นๆ ดูแลการดำเนินงานประจำวัน คุณจำเป็นต้องติดตามตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่สำคัญ (KPIs) ที่ขับเคลื่อนธุรกิจของคุณ ตรวจสอบรายงานเกี่ยวกับตัวชี้วัดเหล่านี้เป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส มองหาความเคลื่อนไหวเพื่อระบุว่าสิ่งใดที่ได้ผล สิ่งใดที่ต้องปรับปรุง และที่ใดที่คุณควรมุ่งเน้นความพยายามของคุณ

กำหนดเวลากับการคิดระดับสูง

Block Time for High-Level Thinking

แม้ว่าการเป็นผู้นำจะหมายถึงการแก้ปัญหาและจัดการกับปัญหาต่างๆ มากมาย แต่คุณก็ยังต้องหาเวลาสำหรับการคิดเชิงกลยุทธ์ด้วย ลองกันเวลาสองสามชั่วโมงต่อสัปดาห์สำหรับการวางแผน การพัฒนาตนเอง และการคิดสร้างสรรค์ เวลาสงบเงียบห่างจากสิ่งที่ทำให้เสียสมาธิในแต่ละวันสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าและช่วยให้บริษัทของคุณก้าวไปข้างหน้าได้

ส่วนตัวแล้ว ฉันแนะนำให้อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องเพื่อรับแนวคิดและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีที่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จคนอื่นๆ สร้างธุรกิจของพวกเขา

การรักษามุมมองระดับสูงเป็นงานที่ต้องสร้างสมดุลตลอดเวลา แต่มันจะช่วยให้คุณนำพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จใหม่ๆ ด้วยการมุ่งเน้นไปที่รายละเอียดที่สำคัญ พร้อมกับไม่ลืมที่จะก้าวถอยหลังและมองดูภาพรวมที่กว้างขึ้น คุณจะพร้อมที่จะนำธุรกิจของคุณไปสู่ความสำเร็จ

สิ่งสำคัญที่ควรจำไว้ในฐานะผู้ประกอบการก็คือ เลือกสิ่งที่สำคัญจริงๆ เรียนรู้ที่จะกรองเสียงรบกวนและสิ่งที่ทำให้ไขว้เขว งานที่ไม่สำคัญ และมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างที่เห็นได้ชัดสำหรับธุรกิจของคุณ การพัฒนาทักษะการเลือกให้ความสนใจเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน เริ่มจากการระบุลำดับความสำคัญหลักของคุณและตัวชี้วัดที่มีอิทธิพลต่อการเติบโต จากนั้นสร้างวินัยในการตรวจสอบและมุ่งเน้นพลังงานและความพยายามของคุณไปที่สิ่งเหล่านั้นในทุกๆ วัน และอาจจะละเลยสิ่งอื่นๆ ไปบ้าง ด้วยเวลาและความสม่ำเสมอ การเลือกให้ความสนใจเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจะกลายเป็นนิสัย และคุณจะพบว่าตัวเองก้าวไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดด สร้างธุรกิจที่คุณใฝ่ฝันมาตลอด

In Business, Life, Innovation, Person Tags Business
Comment

เงิน ความสุข : สองสิ่งที่สำคัญ แต่เราเข้าใจมันอย่างไร

Added on August 30, 2024 by Surattanprawate.

คุณเคยสละเวลาว่างเพื่อหาเงินเพิ่มหรือไม่? คุณไม่ใช่คนเดียวที่ทำแบบนั้นหลอก เพราะพวกเราถูกหลอกว่าตัวกลางที่มีค่าคือเงิน น่าจะซื้อได้ทุกอย่างรวมทั้งความสุขด้วย แต่การทำเช่นนั้นอาจจะทำให้คุณมีความสุขน้อยลง

งานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการให้ความสำคัญกับเงินมากกว่ากับเวลา อาจทำให้เรามีความสุขน้อยลงจริงๆ การศึกษาในมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ซึ่งสำรวจนักศึกษากว่า 1,000 คน พบว่าผู้ที่ให้ความสำคัญกับเวลามากกว่าเงิน รายงานว่ามีความสุขมากขึ้นหนึ่งปีหลังจากสำเร็จการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับเงิน ซึ่งผลลัพธ์นี้ยังคงเป็นจริงแม้จะพิจารณาถึงระดับความสุขก่อนสำเร็จการศึกษาและปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน

แต่นั่นหมายความว่าคุณควรปฏิเสธการขึ้นเงินเดือนครั้งต่อไปหรือไม่? ไม่จำเป็นเสมอไป แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วความมั่งคั่งจะเกี่ยวข้องกับความสุขที่มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญกว่าคือวิธีที่คุณใช้และคิดเกี่ยวกับเงินของคุณ ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาจากสหราชอาณาจักรที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 500 คน พบว่าจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากมีผลต่อความสุขมากกว่ารายได้เพียงอย่างเดียว ผู้ที่มีเงินออมอย่างน้อย 500 ดอลลาร์รายงานว่ามีความพึงพอใจในชีวิตสูงกว่าผู้ที่มีเงินออมน้อยกว่า แม้ว่าพวกเขายังคงจ่ายหนี้อยู่ก็ตาม

นอกจากนี้ การใช้เงินกับประสบการณ์แทนการซื้อสิ่งของก็สามารถเพิ่มความสุขได้อย่างมีนัยสำคัญ

การสำรวจผู้ขอกู้ยืมเงินมากกว่า 12,000 คน พบว่ากว่า 80% ของคนที่อายุต่ำกว่า 30 ปี มีความสุขมากขึ้นจากการใช้เงินกับประสบการณ์ เช่น การท่องเที่ยวหรือคอนเสิร์ต มากกว่าการซื้อของใช้ เช่น อุปกรณ์ไฮเทคหรือเสื้อผ้า อีกทั้งยังมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าการใช้เงินเพื่อซื้อเวลา เช่น การใช้บริการที่ช่วยประหยัดเวลา สามารถเพิ่มความพึงพอใจในชีวิตได้ถึง 10% แม้แต่สำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 40,000 ดอลลาร์ต่อปี

การลงทุนเพื่อผู้อื่นยังเป็นวิธีที่ทรงพลังในการเพิ่มความสุขอีกด้วย งานวิจัยกว่าสิบปีแสดงให้เห็นว่าการใช้เงินเพื่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการให้ของขวัญ การบริจาค หรือการช่วยเหลือคนอื่น จะทำให้เรารู้สึกมีความสุขมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การทดลองหนึ่งพบว่าผู้คนมีความสุขมากขึ้นเมื่อใช้เงินจำนวนเล็กน้อยเพื่อผู้อื่น แทนที่จะใช้เงินนั้นกับตัวเอง แม้ในเวลาที่พวกเขากำลังพยายามหาเลี้ยงชีพอยู่ก็ตาม

แน่นอนว่าความชอบส่วนตัวก็มีผลเช่นกัน ในการศึกษาหนึ่งพบว่าคนที่ชอบอยู่คนเดียวจะมีความสุขมากขึ้นหลังจากใช้บัตรกำนัลในร้านหนังสือ แทนที่จะเป็นบาร์ ในขณะที่คนที่ชอบเข้าสังคมจะมีความสุขไม่ว่าจะใช้จ่ายที่ไหนก็ตาม นี่เป็นการเน้นย้ำว่าถึงแม้ว่านิสัยการใช้จ่ายบางอย่างจะช่วยเพิ่มความสุขโดยทั่วไป แต่การเลือกใช้เงินของแต่ละคนและบริบทที่เป็นเอกลักษณ์ก็มีความสำคัญ

ดังนั้น ก่อนที่คุณจะตัดสินใจทางการเงินครั้งต่อไป ลองถามตัวเองว่า ค่าใช้จ่ายนี้เพิ่มความสุขให้ฉันจริงๆ หรือไม่?

หากคำตอบคือไม่ อาจถึงเวลาที่ต้องคิดใหม่เกี่ยวกับวิธีที่คุณใช้เงินที่หามาอย่างยากลำบาก จำไว้ว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องเงินมากขึ้น—แต่เป็นการใช้จ่ายอย่างชาญฉลาดเพื่อเพิ่มความเป็นอยู่ที่ดีของคุณ

In Life, Philosophy, Psychology Tags Life
Comment

ถ้าอยากสำเร็จ ก็ดึงตะปูออกจากหัวคุณซะ

Added on August 21, 2024 by Surattanprawate.

คุณฟังเสียงของตัวคุณไหม ลองเดินตามมันไปสิ

เสียงภายในของเราบางครั้งก็เงียบเสียจนเรามองข้ามไป ไม่กล้าเดินตามมัน เพราะความกลัวและความไม่มั่นใจที่อยู่ในใจเรา แต่เชื่อหรือไม่ว่าหลายคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ต่างก็เริ่มต้นด้วยการฟังและเดินตามเสียงภายในนี้เอง

ความล้มเหลวของคนส่วนใหญ่

คนส่วนใหญ่มักพบว่าตัวเองติดอยู่ในวังวนของการล้มเหลว ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีความสามารถหรือขาดโอกาส แต่เพราะพวกเขาไม่กล้าฟังและเดินตามเสียงภายในของตัวเอง ความกลัวที่จะล้มเหลว ความกลัวที่จะไม่เป็นที่ยอมรับ หรือแม้แต่ความกลัวที่จะเปลี่ยนแปลง ทำให้หลายคนยังคงอยู่ในสถานะที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา

Graham Weaver การสร้างความสำเร็จ

Graham Weaver ผู้ก่อตั้ง Alpine Investors และอาจารย์ที่ Stanford Graduate School of Business ได้แชร์ประสบการณ์ชีวิตของเขาใน Talk ที่ทรงพลัง Weaver เล่าถึงช่วงเวลาที่เขาต้องตัดสินใจอย่างยากลำบากในชีวิตการทำงาน เมื่อเขาเริ่มฟังเสียงภายในของตนเอง และกล้าที่จะออกจากงานที่ไม่เติมเต็ม เพื่อก้าวสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่มีความหมายมากขึ้น

Weaver ได้กล่าวว่า “ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในชีวิต คุณต้องฟังเสียงที่แท้จริงของตัวเอง” เสียงนี้ไม่ใช่เสียงของความกลัวหรือความสงสัย แต่เป็นเสียงที่มาจากจิตวิญญาณที่แท้จริงของคุณ Weaver แนะนำให้เราฟังเสียงนี้และก้าวไปตามเส้นทางที่มันชี้นำ เพราะนั่นคือเส้นทางที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง

เขายังได้แบ่งปันหลักการ 3 ข้อที่สำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถบรรลุศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่:

1. ดึงตะปูออกจากหัวของคุณ - หมายถึงการระบุและขจัดอุปสรรคที่ทำให้คุณติดอยู่ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความไม่สบายใจก็ตาม

2. ทำตามพลังงานของคุณ - ค้นหาสิ่งที่ให้พลังงานและทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้น แล้วเดินตามมันไป

3. ทุ่มเทอย่างเต็มที่ - มุ่งมั่นในเส้นทางของคุณโดยไม่มีความลังเล ยอมรับความท้าทายและโอกาสที่มาพร้อมกับมัน

การเดินตามเสียงภายในอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อคุณเริ่มฟังและทุ่มเทให้กับมัน คุณจะพบว่าชีวิตของคุณเต็มไปด้วยพลังและความหมายที่แท้จริง

In Innovation, Business, Life, Psychology, Philosophy Tags Business, Innovation, dailyphilosophy
Comment

ไม่ก้าวหน้าเพราะกลัวความคิดเห็น : มารู้จักภาวะกลัวความคิดเห็นคนอื่น หรือ FOPO

Added on August 18, 2024 by Surattanprawate.

🚫 หยุดกลัวความคิดเห็นของคนอื่น! 🚫

สิ่งที่ติดไว ไกลข้ามโลกในเสี้ยววินาที ยิ่งกว่า โคโรนาไวรัสตคืออะไร คือความคิดเห็นในโลกอินเตอร์เน็ตยังไง

สิ่งนี้เหมือนสิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่ในปัจจุบัน วันที่โลกเสมือนกับโลกจริงเริ่มกลายเนื้อเดียวกัน ความเห็นต่าง ๆ ที่ถาโถมทำให้เรามองตัวเองแบบที่โลกอยากให้เป็น ไม่ใช่อยากเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

ในโลกที่เต็มไปด้วยการจับจ้อง

โลกนี้ เต็มไปด้วยการจับจ้อง ตัวตนของเราเหมือนอยู่ในโลกสาธารณะเสียแล้ว การแคร์สายตาคนอื่น เกิดจากกรณีศึกษาต่างๆ ที่เมื่อบางคนแสดงออกในตัวตนบางอย่างออกมา ผลลัพย์อาจไม่เป็นที่คาดหวัง

หลายครั้งที่สิ่งที่เราคิดว่าทำถูกต้องแล้วถูกบิดเบือนและนำไปสู่ความเกลียดชังจนเกิดความกลัว นั่นเกิดบ่อยมากในปัจจุบัน โลกที่เราทำอะไรก็เหมือนมีคนจับจ้องจนเกิดภาวะกลัวความคิดเห็นคนอื่น FOPO (Fear of People’s Opinions)

การรับฟังความเห็นของคนรอบ ๆ ตัวเป็นสิ่งที่ดี แต่ในโลกที่มีเสียงสารพัดกรูเข้ามาติติง มาสร้างกลุ่มในการวิพากษ์ นั่นเป็นสิ่งที่อาจทำให้เสียตัวตน และไม่กล้าออกความเห็น

FOPO เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขัดขวางศักยภาพในตัวเรา Michael Gervais นักจิตวิทยาชื่อดังบอกว่า เรามักเสียเวลาและพลังงานไปกับการกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไง ทำให้สูญเสียความมั่นใจและหมดไฟ และเมื่อความคิดถูกกรอบความคิดเห็นคนอื่นกั้นขวางไว้ จะสำเร็จได้อย่างไร

เราจะทำอย่างไรดี เมื่ออยู่ในโลกที่คนล้วนจดจ้อง

เอาหละ ก่อนอื่นเราต้องตั้งสติและทำความเข้าใจก่อนว่า โลกมันก็เป็นแบบนี้แหละ และคำว่าคนอื่น ก็คือ คนอื่น มันไม่ใช่ตัวคุณ การนำความเห็นมาคิด ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง การรู้จักตัวเองและมีจุดหมายในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ

ให้เรามุ่งเน้นที่ความจริงใจของตัวเอง รู้ความต้องการของตัวเองว่าทำไปเพื่ออะไร ทำให้ตัวเองยอมรับ หรือให้คนอื่นยอมรับกันแน่ และความเห็นประเดี๋ยวประด๋าว มันก็ไม่จีรังเสียด้วย หลาย ๆ ครั้งเราก็จะเห็นว่า ความคิดเห็นที่เป็นความคิดที่ negative ต่อมา กลับกลายเป็นคำบอกกล่าวเชิงบวกออกมาแทน

โลกมันก็หมุนเร็วแบบนี้แหละ ความคิดคนก็เช่นกัน เปลี่ยนได้ตลอดเวลา เราอย่าหมุนไปตามโลกของคนอื่นนักเลย

In Life, Business, Psychology, Philosophy, Innovation Tags psychology
Comment

The Stanford Safari: The Power of Observation

Added on August 12, 2024 by Surattanprawate.

อจ เคยไปเดินที่พิพิทธภัณฑ์ Natural History Museum ที่ กรุงลอนดอน ด้านขวาเป็นหินสวยงามแปลกตา ไล่เรียงพร้อมคำอธิบายรูปลักษณ์และโมเลกุลต่าง ๆ ด้านซ้ายเป็นสิ่งมีชีวิตในระดับวิวัฒนาการ ไล่ตั้งแต่สัตว์เลี้อยคลาน ไปจนถึงลิง ที่ดูใกล้เคียงมนุษย์ที่สุด และเบื้องหน้าคือ Charles Darwin ผู้ช่างสังเกตุและค้นหา เป็นผู้จุดกำเนิดทฤษฎีวิวัฒนาการ

สิ่งที่ร้อยเรื่องราวรายละเอียดของสิ่งที่ทั้งมีและไม่มีชีวิต นั้นล้วนได้มาจากการสังเกตทั้งสิ้น จนนำไปสู่การเข้าใจและการค้นพบในที่สุด การสังเกตจึงเป็นเสมือนไฟที่เริ่มจุดลงบนเทียนก่อนที่มันจะให้แสดงสว่างและเห็นหนทางต่าง ๆ

การค้นพบอะไรใหม่ ๆ เริ่มด้วยการสังเกตเสมอ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ school แหล่งกำเนิดนักคิดต่าง ๆ ได้มีวิชาสังเกตุแทรกในกระบวนวิชาในการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ และ School หนึ่งที่มีวิชาสังเกตแยกออกมาเลย คือ Stardford ในกระบวนวิชา The Standford Safari (สแตนฟอร์ด ซาฟารี)

The Origin and History of Stanford Safari

ที่มาที่ไปและประวัติของสแตนฟอร์ด ซาฟารี

"สแตนฟอร์ด ซาฟารี" เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2008 โดยเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม Sophomore College ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หลักสูตรพิเศษนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดของ ดร. โรเบิร์ต ซีเกล ศิษย์เก่าของสแตนฟอร์ดที่มีความผูกพันลึกซึ้งกับมหาวิทยาลัย ดร. ซีเกล ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากสแตนฟอร์ดหลายสาขา เป็นรองศาสตราจารย์ในภาควิชาจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยา โปรแกรมชีววิทยามนุษย์ และศูนย์การศึกษาภูมิภาคแอฟริกา เรียกว่า มีความรู้และความสนใจที่หลากหลาย ความรักที่เขามีต่อสแตนฟอร์ดซึ่งกินเวลานานกว่า 35 ปี และประสบการณ์ที่เขาได้รับที่มหาวิทยาลัย ได้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างหลักสูตรที่ทำให้นักศึกษาได้สำรวจสแตนฟอร์ดในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน นั้นคือกระบวนการสังเกต การสังเกตุที่สร้างสิ่งที่เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ การสังเกตที่เป็นจุดเริ่มของมุมมองที่แตกต่าง การสังเกตที่นำไปสู่การค้นพบใหม่ ๆ

สแตนฟอร์ด ซาฟารี เป็นหลักสูตรเร่งรัดสามสัปดาห์ที่ออกแบบมาเพื่อให้นักศึกษาชั้นปีที่สอง 14 คนได้สัมผัสกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นตัวแทนของประสบการณ์สแตนฟอร์ด หลักสูตรนี้เป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิด Bing Overseas Seminar กับความรักและความผูกพันของดร. ซีเกลที่มีต่อสแตนฟอร์ด "ซาฟารี" ในภาษาสวาฮิลีแปลว่า "การเดินทาง" และการเดินทางครั้งนี้คือการสำรวจสแตนฟอร์ดในฐานะนักศึกษา ไม่ใช่แค่ในฐานะนักศึกษาของมหาวิทยาลัย แต่ในฐานะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอง เป้าหมายคือการกระตุ้นให้นักศึกษามองสแตนฟอร์ดด้วยสายตาที่สดใหม่ เห็นสิ่งที่เกินกว่าที่คุ้นเคย และชื่นชมกับแง่มุมพิเศษของมหาวิทยาลัยที่มักถูกมองข้าม

ตลอดหลักสูตร นักศึกษาได้ถูกนำไปเยี่ยมชมสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์และไม่ค่อยมีใครรู้จักของสแตนฟอร์ด ตั้งแต่ Stanford Dish และ Hanna House ไปจนถึงหอจดหมายเหตุและคอลเลกชันพิเศษที่ Green Library และสวนประติมากรรมปาปัวนิวกินี พวกเขาได้พบกับบุคคลสำคัญของสแตนฟอร์ดมากมาย รวมถึงอดีตอธิการบดีของมหาวิทยาลัย 4 คน ผู้ได้รับรางวัลโนเบล คณบดี และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ การพบปะเหล่านี้ทำให้นักศึกษาได้รับมุมมองที่ไม่เหมือนใครเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้สแตนฟอร์ดเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลก และแต่ละคนก็จดบันทึก ถ่ายภาพ เขียน Blog post ซึมซาบ เรื่องราวผ่านมุมมองของตัวเอง มุมมองที่จำเพาะสะท้อนความรู้สึกปัจเจก พวกเขาใช้เวลาทั้งวันในภาคสนาม หลักสูตรสิ้นสุดลงด้วยการเดินทางสามวันที่ Stanford Sierra Camp ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับการสะท้อนความรู้ที่ได้รับ

SFS1.png
SFS2.png
SFS3.png
SFS4.png
SFS5.png
SFS6.png
SFS7.png
SFS8.png
ส่วนหนึ่งของภาพถ่ายจาก Class Standford Safari ที่นักศึกษาถ่ายรอบ ๆ Standford >> more

ความงามของแนวคิด Standford Safari

ความงามของแนวคิดสแตนฟอร์ด ซาฟารี คือมันไม่ได้จำกัดเป็นแค่วิชาที่ให้เดินสังเกต มหาวิทยาลัยและสิ่งรอบตัว แต่แนวคิดนี้ ยังได้ขยายขอบเขตไปตามรากฐานของการสังเกตสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณ หลังบ้าน ตามทางเดิน หรือที่ทำงาน

ลองพิจารณากิจวัตรประจำวันของคุณ ในขณะที่คุณก้าวออกไปข้างนอก แทนที่จะรีบวิ่งไปที่รถหรือมุ่งหน้าสู่การทำงานประจำวัน ลองหยุดสักครู่ ฟังเสียงนกร้อง—คุณสังเกตเห็นความแตกต่างของเสียงเรียกได้ไหม? ดูวิธีที่แสงอาทิตย์ส่องผ่านใบไม้และเกิดเงาที่กระจัดกระจายบนพื้น สังเกตสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่ทำงานอยู่ มดที่กำลังขนหาสิ่งของกลับไปที่รัง หรือแมงมุมที่ทอใยอย่างพิถีพิถัน

ในตอนแรก แนวคิดนี้อาจดูไม่น่าตื่นเต้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ต้นไม้ พุ่มไม้ และนกที่คุณเห็นทุกวันจะมีอะไรน่าตื่นเต้นได้อย่างไร? แต่เมื่อคุณได้ลองเพิ่งพิศในมุมมองที่แตกต่าง มุมมองอันมหัศจรรย์จะเกิดขึ้น เรื่องพิเศษที่แทรกในความปกติธรรมดานี่แหละ คือความสุดพิเศษ และมันคือทักษะของมุมมอง ที่สามารถต่อยอดได้ทั้งทางวิทยาศาสตร์ การทำงาน การทำธุรกิจ หรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปนั่นเอง

““การได้รับความรู้ต้องศึกษา แต่การได้รับปัญญาต้องสังเกต” ”
— ― Marilyn vos Savant
In Business, Creativity, Innovation, Life, Philosophy Tags dailyphilosophy, Innovation
Comment

การหายไปของละอองน้ำ The disappearance of water splash

Added on August 11, 2024 by Surattanprawate.

เฉวียน หงชาน นักกระโดดน้ำดาวรุ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีนผู้คว้าเหรียญทองได้อย่างน่าทึ่ง ท่ามกลางเสียงปรมมือสนั่นของผู้ชอมรอบสนามและสายตาคนทั่วโลก เด็กสาววัยเพียง 17 ปี มาถึงวันที่ ละอองน้ำจากการกระโดดหายไป จนได้คะแนนเต็ม 10 ไม่หัก ได้อย่างไร

Motivation แรงผลักดันและความมุ่งมั่น จากครอบครัว เส้นทางของเฉวียนในการกระโดดน้ำนั้นมาจากความต้องการที่จะช่วยเหลือครอบครัวของเธอ เธอเติบโตขึ้นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในกวางตุ้ง และแม่ของเธอป่วยหลังจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ความสำเร็จในช่วงแรกของเธอในการกระโดดน้ำช่วยให้เธอมีโอกาสที่จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ของแม่

Easy but Intension เป็นคนเรียบง่ายและชอบสนุก

เพื่อนและคนใกล้ตัว เฉวียน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เฉวียน แม้จะทุ่มเทอย่างมากในการกระโดดน้ำ แต่เฉวียนก็เป็นที่รู้จักในด้านบุคลิกภาพที่สนุกสนานและชอบเล่น หลังจากคว้าเหรียญทองที่โอลิมปิกโตเกียว 2020 เธอเล่าอย่างขบขันว่าเธอจะฉลองด้วยการกินขนมเผ็ดที่เธอชื่นชอบและไปเล่นเกมในสวนสนุก และนั่น ก็ทำให้การกระโดดน้ำที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีเหมือนการเล่นของเธอ และธรรมชาติที่ไร้ความกังวล คือ พรสวรรค์ที่แท้จริง

Dolls, the anchor of the heart ความสบายใจในรอยยิ้ม มีที่ยึดเหนี่ยวใจจากตุ๊กตาตัวโปรด

การแข่งขันในระดับนานาชาติครั้งแรกของเธอที่โอลิมปิกโตเกียว 2020 เฉวียนได้นำตุ๊กตายิ้มที่พี่ชายของเธอให้มาเป็นของนำโชค ตุ๊กตานี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงบ้านและทำให้เธอรู้สึกมั่นใจมากขึ้น

Striving for perfection มุ่งมั่นเพื่อความสมบูรณ์แบบ เฉวียนเป็นที่รู้จักในเรื่องความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงความสมบูรณ์แบบ โค้ชของเธอเล่าว่าเธอมักจะขอความคิดเห็นเกี่ยวกับการกระโดด ของเธออยู่เสมอ และตั้งใจที่จะพัฒนาทักษะและการปฏิบัติของเธอให้ดียิ่งขึ้น ให่เข้าสู่ความสมบูรณ์แบบ

บทเรียนสู่เรา

จะทำอะไรก็ตาม จงมุ่งมั่นให้ถึงขีดสุด มันอาจจะไม่ง่าย แต่ถ้าไม่ทำ มันจะยากอยู่แบบนั้น แต่หากทำมันจะค่อยๆ ง่ายขึ้น เหมือนค่อยๆ หมุนวงล้อที่แรงเสียดทานหนักอึ้ง และเมื่อสำเร็จ นี่คือเหตุผลที่เราจะสบายใจ และเห็นคุณค่าเมื่อมอง กลับไป

- Olympic 2024

Comment

The Ecosystem : the categories, the boundaries, and the integration

Added on August 10, 2024 by Surattanprawate.

หากพูดคำว่า system หรือ ระบบ มันคือมองในมุมของการสร้างสิ่งหนึ่งให้เติบโต โดดเด่นและคงอยู่ได้ด้วยการทำงานร่วมกันของส่วนต่าง ๆ และระบบนิเวศก็เป็นระบบบอกถึงโครงสร้างส่วนประกอบของการเกื้อกูลนั้น ๆ

แนวคิดของระบบนิเวศ (ecosystem)ได้ถูกพูดถึงอย่างหลากหลาย จะเรียกว่าเป็น Buzz word หรือ คำเท่ ๆ ก็ได้เหมือนคำว่านวัตกรรม เมื่อมันได้กลายเป็นกรอบสำคัญในการผลักดันให้บริษัท สถาบัน และบุคคลสามารถทำงานร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจได้

แนวคิดเรื่องระบบนิเวศไม่ใช่แค่คำพูดที่น่าดึงดูดใจ (ถ้าเข้าใจและทำได้จริง) แต่มันแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในวิธีการสร้าง แบ่งปัน และรักษามูลค่าข้ามภาคส่วนต่างๆ โดยมุมที่มองระบบนิเวศแบ่งออกเป็นได้หลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศทางธุรกิจ (business ecosystem), ระบบนิเวศนวัตกรรม (innovation ecosystem), ระบบนิเวศผู้ประกอบการ (entrepreneurial ecosystem) หรือระบบนิเวศความรู้ (knowledge ecosystem) แต่ละประเภทมีบทบาทและทิศทางที่ไม่เหมือนกัน

What Are Ecosystems in the Business World?

คำว่า "ecosystem" มาจากชีววิทยา ซึ่งหมายถึงชุมชนของสิ่งมีชีวิตที่มีปฏิสัมพันธ์กันและกับสภาพแวดล้อม ในบริบทของธุรกิจ ระบบนิเวศคือเครือข่ายขององค์กรที่เชื่อมต่อกัน—บริษัท ผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้จัดจำหน่าย ลูกค้า และแม้แต่คู่แข่ง—ที่ทำงานร่วมกันในความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลเพื่อสร้างและส่งมอบมูลค่า แตกต่างจากโมเดลธุรกิจแบบดั้งเดิมที่มุ่งเน้นที่ห่วงโซ่อุปทานเชิงเส้นตรง ในขณะที่ระบบนิเวศจะมีความเชื่อมต่อกันมากขึ้น ทำให้มีความยืดหยุ่นและการคงอยู่ที่ทนทานมากขึ้น

Title: Innovation, entrepreneurial, knowledge, and business ecosystems: Old wine in new bottles? Author(s): Scaringella, L., & Radziwon, A. Journal: Technological Forecasting and Social Change

หากเราจะแบ่งระบบนิเวศ เราสามารถแบ่งได้ออกเป็น 4 ประเภทของระบบนิเวศหลักท ที่มีความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลก

1. Business Ecosystems: Collaboration for Mutual Growth

ระบบนิเวศทางธุรกิจเป็นประเภทของระบบนิเวศที่คุ้นเคยที่สุด ซึ่งเป็นเครือข่ายของบริษัทที่ร่วมมือและแข่งขันกันเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ระบบนิเวศเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะด้วยการมุ่งเน้นไปที่การเติบโตร่วมกันและความยั่งยืน แต่ละผู้เข้าร่วมในระบบนิเวศทางธุรกิจมีบทบาทเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดหา ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ให้บริการ ทั้งหมดนี้มีส่วนร่วมในการสร้างความสำเร็จและสุขภาพโดยรวมของระบบนิเวศ ยกตัวอย่างเช่น ระบบนิเวศที่ล้อมรอบอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน ประกอบด้วยผู้ผลิตอุปกรณ์ ผู้ผลิตส่วนประกอบ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้สร้างแอป และบริษัทโทรคมนาคม แต่ละฝ่ายขึ้นอยู่กับกันและกันในการสร้างและส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ไร้รอยต่อให้แก่ผู้บริโภค ความสำเร็จของฝ่ายหนึ่งมักขึ้นอยู่กับความสำเร็จของอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้เกิดเครือข่ายที่พึ่งพาซึ่งกันและกัน

2. Innovation Ecosystems: The Cradle of Creativity

ระบบนิเวศนวัตกรรมมุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าใหม่ผ่านการทำงานร่วมกันและการแก้ปัญหาร่วมกัน ระบบนิเวศเหล่านี้นำพาธุรกิจ สถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย และหน่วยงานของรัฐบาลมารวมกันเพื่อผลักดันขอบเขตของสิ่งที่เป็นไปได้ เป้าหมายของระบบนิเวศนวัตกรรมคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่แนวคิดสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ตัวอย่างเช่น ซิลิคอนวัลเลย์ เป็นระบบนิเวศนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ที่นี่ บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ สตาร์ทอัพ นักลงทุนเสี่ยงภัย มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด สร้างพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความสำเร็จในการประกอบการ นวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากระบบนิเวศเช่นนี้มักมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่ออุตสาหกรรมทั่วโลก สร้างมาตรฐานและแนวโน้มใหม่ๆ

3. Entrepreneurial Ecosystems: Nurturing the Next Big Idea

ระบบนิเวศผู้ประกอบการถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพและธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะ ระบบนิเวศเหล่านี้จัดหาทรัพยากร เครือข่าย และระบบสนับสนุนที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการในการเปลี่ยนแนวคิดของพวกเขาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ระบบนิเวศผู้ประกอบการเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสนับสนุนนวัตกรรมในระดับพื้นฐาน การขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการสร้างงาน องค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศผู้ประกอบการรวมถึงการเข้าถึงเงินทุน การให้คำปรึกษา ธุรกิจฟักตัว (business incubators), accelerator และสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่สนับสนุน เมืองต่างๆ เช่น ออสตินในเท็กซัส และเทลอาวีฟในอิสราเอล ได้กลายเป็นศูนย์กลางของผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงเนื่องจากระบบนิเวศที่แข็งแกร่งที่ดึงดูดบุคลากร ทุน และแนวคิดนวัตกรรม ในระบบนิเวศเหล่านี้ การเน้นที่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบการ รวมถึงไม่เพียงแค่ทรัพยากรทางการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเข้าถึงความรู้ เครือข่าย และตลาด ระบบนิเวศผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมักนำไปสู่การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมใหม่ๆ และสามารถเพิ่มพัฒนาทางเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างมาก

4. Knowledge Ecosystems: The Engine of Research and Development

ระบบนิเวศความรู้มุ่งเน้นไปที่การสร้าง แบ่งปัน และประยุกต์ใช้ความรู้ ระบบนิเวศเหล่านี้มักตั้งอยู่รอบๆ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย กลุ่มคิด และองค์กรอื่นๆ ที่มีส่วนในการพัฒนาความเข้าใจร่วมกันในสาขาเฉพาะ เป้าหมายหลักของระบบนิเวศความรู้คือการขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนา มักนำไปสู่การค้นพบและนวัตกรรมใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยาที่ต้องพึ่งพาระบบนิเวศความรู้เป็นอย่างมาก มหาวิทยาลัยทำการวิจัยพื้นฐานที่เป็นฐานสำหรับยาตัวใหม่ๆ ขณะที่ความร่วมมือกับบริษัทเภสัชกรรมช่วยนำการค้นพบเหล่านี้สู่ตลาด ระบบนิเวศความรู้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการแก้ปัญหาท้าทายที่ซับซ้อน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สุขภาพของประชาชน และการพัฒนาที่ยั่งยืน

Title: Innovation, entrepreneurial, knowledge, and business ecosystems: Old wine in new bottles? Author(s): Scaringella, L., & Radziwon, A. Journal: Technological Forecasting and Social Change

The Role of Conceptual Boundaries in Ecosystems

แต่ละประเภทของระบบนิเวศทำงานภายในขอบเขตแนวคิดเฉพาะที่กำหนดเป้าหมาย ผู้เข้าร่วม และการปฏิสัมพันธ์ ขอบเขตเหล่านี้มีความสำคัญในการทำความเข้าใจว่าระบบนิเวศทำงานอย่างไรและสามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร

Business Ecosystems: ขอบเขตมักถูกกำหนดโดยการแข่งขันทางการตลาด ความต้องการของลูกค้า และห่วงโซ่มูลค่า การมุ่งเน้นอยู่ที่วิธีที่ผู้เล่นต่างๆ สามารถร่วมมือกันในขณะที่ยังแข่งขันกันเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

Innovation Ecosystems ขอบเขตที่นี่มีความยืดหยุ่นมากกว่า โดยเน้นที่การทำงานร่วมกันระหว่างสาขาวิชาต่างๆ และนวัตกรรมเปิด ผู้เข้าร่วมในระบบนิเวศนวัตกรรมมักมีความหลากหลาย ไม่เพียงแค่ธุรกิจ แต่ยังรวมถึงสถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐบาล และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

Entrepreneurial Ecosystems: ระบบนิเวศเหล่านี้ถูกกำหนดโดยโครงสร้างสนับสนุนสำหรับสตาร์ทอัพ รวมถึงการเข้าถึงทุน การให้คำปรึกษา และโอกาสในการสร้างเครือข่าย ขอบเขตมักรวมถึงสภาพแวดล้อมทางกฎหมายและความพร้อมของทรัพยากร เช่น ทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยี

Knowledge Ecosystems: ขอบเขตมักเน้นไปที่ด้านวิชาการหรือการวิจัย โดยมุ่งเน้นที่การสร้างและเผยแพร่ความรู้ ระบบนิเวศเหล่านี้ถูกกำหนดโดยการมีส่วนร่วมในการพัฒนาความเข้าใจในสาขาเฉพาะและการประยุกต์ใช้ความรู้นี้เพื่อแก้ไขปัญหาในโลกจริง

Ecosystem Overlap in Conceptual Boundaries :การทับซ้อนของ Ecosystem

การเกิดการซ้อนทับของระบบนิเวศ (Ecosystem overlap) เกิดขึ้นเมื่อกิจกรรม ผู้เข้าร่วม หรือทรัพยากรภายในระบบนิเวศหนึ่งมีการเชื่อมโยงหรือทับซ้อนกับอีกระบบนิเวศหนึ่ง โดยอิงจากข้อความ:

  • Business Ecosystems มุ่งเน้นไปที่การแข่งขันทางตลาด ความต้องการของลูกค้า และห่วงโซ่มูลค่า อย่างไรก็ตาม ระบบนิเวศเหล่านี้มักทับซ้อนกับ Innovation Ecosystems เมื่อธุรกิจมีส่วนร่วมในงานวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือทับซ้อนกับ Entrepreneurial Ecosystems เมื่อสตาร์ทอัพใหม่ๆ เกิดขึ้นภายในอุตสาหกรรม

  • Innovation Ecosystems มีขอบเขตที่ยืดหยุ่นและเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันระหว่างหลายสาขา ซึ่งอาจนำไปสู่การทับซ้อนกับ Knowledge Ecosystems เมื่อการวิจัยทางวิชาการขับเคลื่อนนวัตกรรม และทับซ้อนกับ Entrepreneurial Ecosystems เมื่อการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ นำไปสู่การก่อตั้งธุรกิจใหม่

  • Entrepreneurial Ecosystems ทับซ้อนกับ Business Ecosystems เมื่อสตาร์ทอัพเติบโตและกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังทับซ้อนกับ Knowledge Ecosystems เมื่อการประกอบการถูกขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยใหม่ๆ หรือข้อค้นพบทางวิชาการ

  • Knowledge Ecosystems มักทับซ้อนกับ Innovation Ecosystems เนื่องจากการสร้างและเผยแพร่ความรู้มักนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ นอกจากนี้ยังอาจทับซ้อนกับ Business Ecosystems เมื่อความรู้นี้ถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์

มุมมองด้านบนที่ครอบคลุมการทับซ้อนและการเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศเหล่านี้ คุณสามารถเรียกรวมทั้งหมดได้ว่า "เครือข่ายระบบนิเวศบูรณาการ Integrated Ecosystem Network" หรือ "ระบบนิเวศบรรจบกัน Convergent Ecosystem" คำเหล่านี้สื่อถึงระบบที่ครอบคลุม ซึ่งระบบนิเวศที่แตกต่างกัน—ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystems), นวัตกรรม (Innovation Ecosystems), การประกอบการ (Entrepreneurial Ecosystems), และความรู้ (Knowledge Ecosystems)—มีการเชื่อมโยงและทำงานร่วมกัน สร้างเป็นเครือข่ายที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ที่ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน นวัตกรรม และการเติบโต

Value Creation and Capture: The Core of Ecosystems

หนึ่งในหัวข้อหลักในการวิจัยระบบนิเวศคือแนวคิดของการสร้างและการจับมูลค่า ซึ่งหมายถึงการที่ระบบนิเวศสร้างมูลค่า—ไม่ว่าจะเป็นทางการเงิน สติปัญญา หรือสังคม—และวิธีการกระจายมูลค่านี้ไปยังผู้เข้าร่วม

ใน innovation ecosystems, มูลค้ามักถูกสร้างขึ้นผ่านการทำงานร่วมกันในโครงการวิจัยและพัฒนาที่นำไปสู่เทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มูลค่าจะถูกจับเมื่อมีการนำนวัตกรรมเหล่านี้มาทำการค้าและนำเสนอในตลาด ส่งผลประโยชน์ให้กับผู้เข้าร่วมทุกคนในระบบนิเวศ

ใน entrepreneurial ecosystems, การสร้างมูลค่ามาจากความสำเร็จของสตาร์ทอัพ ซึ่งในทางกลับกันจะสร้างงาน สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และดึงดูดการลงทุน ระบบนิเวศจะจับมูลค่าโดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้สตาร์ทอัพเหล่านี้สามารถเจริญเติบโตได้

ใน business ecosystems, มูลค่าจะถูกสร้างขึ้นผ่านการทำงานของห่วงโซ่มูลค่าที่มีประสิทธิภาพ โดยที่ผู้เข้าร่วมแต่ละคนมีส่วนร่วมในการผลิตหรือบริการขั้นสุดท้าย มูลค่าที่จับได้จะถูกแบ่งปันในหมู่ผู้เข้าร่วมในระบบนิเวศ ซึ่งมักนำไปสู่การเติบโตร่วมกันและความยั่งยืน

A Framework for Understanding Ecosystems

กรอบการทำงานสำหรับการจัดระเบียบการวิจัยระบบนิเวศบนพื้นฐานของขอบเขตและเป้าหมายของประเภทต่างๆ ของระบบนิเวศ กรอบการทำงานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาต่อไป ช่วยให้นักวิจัยและผู้ปฏิบัติงานเข้าใจว่าระบบนิเวศทำงานอย่างไรและวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น กรอบการทำงานนี้เน้นความสำคัญของการทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของแต่ละระบบนิเวศ รวมถึงเป้าหมาย ขอบเขต และกลไกการสร้างมูลค่า โดยการใช้กรอบการทำงานนี้ นักวิจัยสามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบนิเวศต่างๆ และพัฒนากลยุทธ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพ

The Evolution of Ecosystem Thinking

ความคิดเรื่องระบบนิเวศได้พัฒนามาอย่างมากในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ในตอนแรก การวิจัยเน้นไปที่บริษัทหรือความร่วมมือแบบเดี่ยว โดยให้ความสนใจน้อยกับระบบที่กว้างขึ้นซึ่งพวกเขาดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อความซับซ้อนของตลาดโลกและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ความชัดเจนว่าต้องใช้วิธีการที่ครอบคลุมมากขึ้น ปัจจุบัน การวิจัยระบบนิเวศยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นที่ซับซ้อนและความสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงในมุมมองนี้ได้นำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าระบบนิเวศทำงานอย่างไรและวิธีการที่สามารถใช้เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจ

Why Ecosystems Matter for the Future

แนวคิดเรื่องระบบนิเวศไม่ใช่เพียงแค่กรอบการทำงานเชิงทฤษฎี แต่ยังมีผลกระทบในทางปฏิบัติสำหรับธุรกิจ รัฐบาล และสังคมโดยรวม เมื่อเราต้องเผชิญกับความท้าทายทั่วโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการหยุดชะงักทางเทคโนโลยี ความสามารถในการทำงานร่วมกันข้ามภาคส่วนและสาขาวิชาจะเป็นสิ่งสำคัญในการค้นหาแนวทางแก้ไข ระบบนิเวศให้โมเดลสำหรับการทำงานร่วมกันประเภทนี้ โดยเสนอกลวิธีในการควบคุมพลังร่วมของผู้เข้าร่วมที่หลากหลายเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ไม่ว่าจะผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ การสนับสนุนผู้ประกอบการ หรือการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ระบบนิเวศเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตที่จะกำหนดอนาคต

ระบบนิเวศไม่ว่าจะเป็นทางธุรกิจ นวัตกรรม การประกอบการ หรือความรู้ กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันและการสร้างมูลค่า โดยการทำความเข้าใจประเภทต่างๆ ของระบบนิเวศและขอบเขตแนวคิดที่กำหนดพวกเขา บริษัทและสถาบันสามารถดำเนินการในภูมิทัศน์ที่ซับซ้อนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อความคิดเรื่องระบบนิเวศยังคงพัฒนา มันจะเสนอความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นสำหรับนวัตกรรม การเติบโต และความยั่งยืนในโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น สำหรับธุรกิจ การยอมรับความคิดเรื่องระบบนิเวศหมายถึงการยอมรับความสำคัญของการทำงานร่วมกันและการพึ่งพากัน สำหรับนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบาย หมายถึงการพัฒนากลยุทธ์ที่สนับสนุนการเติบโตและความยั่งยืนของระบบนิเวศเหล่านี้ สุดท้าย ระบบนิเวศไม่ใช่แค่เรื่องของการแข่งขันเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการหาวิธีใหม่ๆ ในการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างมูลค่าที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน โดยการยอมรับพลังของระบบนิเวศ เราสามารถปลดล็อกระดับใหม่ของความคิดสร้างสรรค์ ประสิทธิภาพ และความสำเร็จในโลกที่พึ่งพาการทำงานร่วมกันและความเชื่อมโยงมากขึ้นเรื่อยๆ

Reference

  1. Scaringella, Laurent, and Agnieszka Radziwon. "Innovation, entrepreneurial, knowledge, and business ecosystems: Old wine in new bottles?." Technological Forecasting and Social Change 136 (2018): 59-87.

  2. Clarysse, Bart, et al. "Creating value in ecosystems: Crossing the chasm between knowledge and business ecosystems." Research policy 43.7 (2014): 1164-1176.

In Innovation, Creativity, Business Tags Innovation, Business, ecosystem
Comment

To Buy or to Build จะซื้อหรือจะสร้าง

Added on August 10, 2024 by Surattanprawate.

ฟัง speaker Dariusz Trocyszyn ที่งาน Techsauce Global Summit 2024 Dariusz Trocyszun เป็น Consulting Manager at Comarch Group

ใน slide หนึ่ง ได้พูดถึงเรื่อง To buy or To build เมื่อเราพัฒนานวัตกรรมขึ้นมา แล้วบางทีเราก็จะมีส่วนที่ ต้องสร้างเอง หรือ ว่าไปซิ้อของคนอื่นมาใช้ดีหละเนี่ย

การตัดสินใจว่าจะซื้อหรือสร้าง: การวิเคราะห์เชิงลึกสำหรับสตาร์ทอัพและธุรกิจ

ในสภาพแวดล้อมธุรกิจปัจจุบันที่ความคล่องตัว นวัตกรรม และความเร็วเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จ การตัดสินใจว่าจะ "ซื้อหรือสร้าง" โซลูชันเป็นเรื่องที่อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง คำถามนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสตาร์ทอัพที่มักดำเนินงานภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา เงินทุน และทรัพยากร การเลือกซื้อหรือพัฒนาโซลูชันในองค์กรนั้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสอดคล้องเชิงกลยุทธ์ การจัดการความเสี่ยง และศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ในบทความนี้ เราจะเจาะลึกถึงข้อดีและข้อเสียของทั้งสองวิธี โดยอ้างอิงข้อมูลสนับสนุนและตัวอย่างจากโลกธุรกิจ

การสร้างโซลูชัน: เส้นทางสู่ความสามารถในการปรับแต่งและการควบคุม

เมื่อสตาร์ทอัพเลือกที่จะสร้างโซลูชันภายในองค์กร พวกเขาจะได้รับการควบคุมผลิตภัณฑ์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การควบคุมนี้แปลว่าเป็นความสามารถในการปรับแต่งทุกแง่มุมของโซลูชันให้ตรงกับความต้องการและวัตถุประสงค์เฉพาะของบริษัท สำหรับธุรกิจที่มีกระบวนการที่ไม่เหมือนใคร ตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือต้องการความสามารถในการปรับแต่งในระดับสูง การสร้างอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ตัวอย่างของการพัฒนา Slack

ลองพิจารณาการพัฒนา Slack เครื่องมือสื่อสารในที่ทำงานที่เป็นที่รู้จักกันดี ปัจจุบัน Slack ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ในตอนแรก แต่ถูกพัฒนาขึ้นภายในทีม Tiny Speck ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับเกมออนไลน์แบบผู้เล่นหลายคนในครั้งเดียว ทีมต้องการเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นพวกเขาจึงสร้างมันขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ต้น ผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องมือที่เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของพวกเขาอย่างสมบูรณ์ ในที่สุด พวกเขาก็ตระหนักว่าตัวเครื่องมือสื่อสารนี้มีศักยภาพในตลาดที่กว้างขึ้นและเปลี่ยนไปเปิดตัว Slack เป็นผลิตภัณฑ์ที่แยกออกมา ปัจจุบัน Slack มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์และเป็นเครื่องมือหลักสำหรับธุรกิจทั่วโลก ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นจากการสร้างโซลูชันภายในองค์กร—เมื่อทำได้ดี มันสามารถนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ไม่คาดคิดและสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ทั้งหมด

การพิจารณาต้นทุนและการจัดสรรทรัพยากร

อย่างไรก็ตาม การสร้างโซลูชันต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก การศึกษาโดยสถาบันการจัดการโครงการ (PMI) พบว่าโครงการไอทีมากกว่า 70% ล้มเหลวในการบรรลุวัตถุประสงค์เริ่มต้น โดยหลายโครงการประสบกับความล่าช้าและต้นทุนที่เกินงบประมาณ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่เกินงบประมาณคือ 27% และหนึ่งในหกโครงการมีค่าใช้จ่ายเกินงบประมาณถึง 200% สำหรับสตาร์ทอัพ การเกินงบประมาณเหล่านี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากทำให้เงินทุนที่มีจำกัดหมดไปและทำให้การออกสู่ตลาดล่าช้า

นอกจากนี้ กระบวนการพัฒนาโซลูชันภายในองค์กรต้องการความสามารถเฉพาะด้าน วิศวกรซอฟต์แวร์ นักออกแบบ UX/UI ผู้จัดการโครงการ และผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ ล้วนจำเป็นต้องมีเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์จากแนวคิดไปสู่ความเป็นจริง สำหรับสตาร์ทอัพ การจ้างและรักษาพนักงานเหล่านี้เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง บริษัทที่เลือกสร้างจะต้องลงทุนในด้านการบำรุงรักษา การอัปเดต และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรในระยะยาว

การจัดการเชิงกลยุทธ์และทรัพย์สินทางปัญญา

ในเชิงกลยุทธ์ การสร้างโซลูชันภายในองค์กรช่วยให้มั่นใจได้ว่าทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ยังคงอยู่กับบริษัท สิ่งนี้สามารถเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี เนื่องจากการเป็นเจ้าของ IP สามารถเพิ่มมูลค่าของบริษัท ดึงดูดนักลงทุน และสร้างโอกาสในการให้สิทธิ์การใช้งานหรือการขายในอนาคต

ตัวอย่างเช่น การตัดสินใจของ Amazon ในการสร้างแพลตฟอร์มการประมวลผลแบบคลาวด์ของตนเองคือ Amazon Web Services (AWS) แทนที่จะพึ่งพาผู้ขายภายนอก ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ AWS กลายเป็นเสาหลักของธุรกิจของ Amazon ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อรายได้ของบริษัทและให้ความได้เปรียบทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

การซื้อโซลูชัน: เส้นทางสู่ความมีประสิทธิภาพและความเร็ว

ในทางกลับกัน การซื้อโซลูชันที่มีอยู่แล้วมีข้อดีหลายประการที่น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับสตาร์ทอัพที่ต้องการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วและมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมหลักของธุรกิจ ข้อได้เปรียบหลักของการซื้อคือความเร็ว—สตาร์ทอัพสามารถนำโซลูชันไปใช้ได้ทันที ทำให้พวกเขาใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการตลาดได้อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่าง: กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการของ HubSpot

HubSpot ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์การตลาดขาเข้าชั้นนำ เป็นตัวอย่างของแนวทางการซื้อ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา HubSpot ได้เข้าซื้อกิจการหลายบริษัทเพื่อขยายข้อเสนอผลิตภัณฑ์และความสามารถ แทนที่จะพัฒนาคุณสมบัติทุกอย่างภายในองค์กร ตัวอย่างเช่น ในปี 2019 HubSpot ได้เข้าซื้อ PieSync ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้ซิงค์ข้อมูลลูกค้าระหว่างแอปได้ แทนที่จะสร้างฟังก์ชันการทำงานนี้ตั้งแต่ต้น HubSpot เลือกที่จะผสานรวมโซลูชันที่มีอยู่แล้วและผ่านการพิสูจน์มาแล้วในระบบนิเวศของตน กลยุทธ์นี้ทำให้ HubSpot สามารถเสนอความสามารถที่เพิ่มขึ้นให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องล่าช้าจากการพัฒนาภายในองค์กร

ความคุ้มค่าทางต้นทุนและการลดความเสี่ยง

ในเชิงการเงิน การซื้ออาจมีความคุ้มค่ามากกว่า โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาต้นทุนรวมของการเป็นเจ้าของ (TCO) รายงานของ Gartner พบว่า TCO สำหรับซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งในองค์กร (on-premises) สามารถสูงกว่าซอฟต์แวร์ในรูปแบบ Software-as-a-Service (SaaS) อย่างมาก SaaS มักจะมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าที่ต่ำกว่า ค่าบำรุงรักษาน้อย และการอัปเดตปกติรวมอยู่ในราคาสมาชิกแล้ว สิ่งนี้ทำให้สตาร์ทอัพหลีกเลี่ยงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการบำรุงรักษาโซลูชันภายในองค์กร

นอกจากนี้ การซื้อโซลูชันยังช่วยลดความเสี่ยงที่หลากหลาย ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วมักมีประวัติการทำงานที่พิสูจน์แล้ว ด้วยกรณีศึกษาจากการใช้งานจริงที่แสดงถึงความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับการสนับสนุนลูกค้า การอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ และชุมชนผู้ใช้ที่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด สิ่งนี้สามารถลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ได้อย่างมาก

การมุ่งเน้นที่ความสามารถหลัก

ด้วยการซื้อโซลูชัน สตาร์ทอัพสามารถมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่พวกเขาทำได้ดีที่สุด ตัวอย่างเช่น หากความสามารถหลักของสตาร์ทอัพอยู่ในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การซื้อระบบ CRM ที่มีอยู่แล้วอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเบนทรัพยากรไปพัฒนาเอง การทำเช่นนี้ช่วยให้บริษัทสามารถจัดสรรทรัพยากรเพิ่มเติมไปที่การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์หลักของตนได้

ลองพิจารณาการตัดสินใจของ Dropbox ที่จะเปลี่ยนจากการใช้ AWS สำหรับการจัดเก็บไฟล์ไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดเอง แม้ว่าการตัดสินใจนี้อาจดูขัดแย้ง แต่ Dropbox ได้ทำการเปลี่ยนแปลงนี้หลังจากที่บริษัทเติบโตขึ้นอย่างมากและมีทรัพยากรที่จะลงทุนในโซลูชันที่กำหนดเอง แต่ในช่วงเริ่มต้นของวงจรชีวิต Dropbox ใช้ AWS เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดและขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้บริษัทมุ่งเน้นไปที่ความสามารถหลักของตน—การซิงค์ไฟล์และประสบการณ์ของผู้ใช้

การตัดสินใจ: กรอบการพิจารณาเชิงกลยุทธ์

เมื่อพิจารณาว่าจะซื้อหรือสร้าง สตาร์ทอัพควรพิจารณากรอบการพิจารณาเชิงกลยุทธ์ที่รวมถึงปัจจัยสำคัญหลายประการ:

  1. ความสามารถหลักและความสำคัญเชิงกลยุทธ์: โซลูชันนี้เป็นส่วนสำคัญในคุณค่าของบริษัทหรือไม่? หากใช่ การสร้างอาจให้ความได้เปรียบในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม หากโซลูชันนั้นเป็นฟังก์ชันที่ไม่ใช่แกนหลัก การซื้ออาจมีประสิทธิภาพมากกว่า

  2. ความพร้อมของทรัพยากร: สตาร์ทอัพมีทรัพยากร—ทั้งด้านการเงินและบุคลากร—เพียงพอที่จะสร้างและดูแลรักษาโซลูชันได้หรือไม่? สตาร์ทอัพควรพิจารณาต้นทุนโอกาสด้วยเช่นกัน ทรัพยากรที่ใช้ในการสร้างโซลูชันอาจสามารถนำไปใช้เร่งการพัฒนาด้านอื่นของธุรกิจได้

  3. เวลาที่จะออกสู่ตลาด: สตาร์ทอัพจำเป็นต้องนำโซลูชันไปใช้ได้เร็วแค่ไหน? หากเวลาเป็นสิ่งสำคัญ การซื้ออาจเป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการนำโซลูชันไปใช้และรักษาความสามารถในการแข่งขัน

  4. การยอมรับความเสี่ยง: บริษัทมีความเสี่ยงที่ยอมรับได้มากน้อยเพียงใด? การสร้างโซลูชันมีความเสี่ยงสูงกว่าในด้านการล้มเหลวของโครงการ ความล่าช้า และค่าใช้จ่ายที่เกินงบประมาณ การซื้อโซลูชันที่พิสูจน์แล้วสามารถลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ แต่ก็อาจต้องแลกมากับการปรับแต่งและการควบคุมที่น้อยลง

  5. ต้นทุนรวมของการเป็นเจ้าของ (TCO): ค่าใช้จ่ายระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับแต่ละตัวเลือกคืออะไร? ซึ่งรวมถึงไม่เพียงแต่ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและนำไปใช้ แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา การอัปเกรด และปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในด้านความสามารถในการปรับขนาดในอนาคตด้วย

การสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความเป็นไปได้

การตัดสินใจว่าจะซื้อหรือสร้างนั้นไม่ใช่เพียงแค่ความต้องการในปัจจุบันของสตาร์ทอัพเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ระยะยาวด้วย การสร้างเสนอศักยภาพสำหรับนวัตกรรมและความสามารถในการสร้างความแตกต่างที่มากกว่า แต่ต้องการการลงทุนอย่างมากในด้านเวลา ทรัพยากร และความสามารถ ในขณะที่การซื้อให้ความรวดเร็ว ความคุ้มค่า และความเสี่ยงที่น้อยกว่า แต่ก็อาจมีการปรับแต่งและการควบคุมที่จำกัด

สำหรับสตาร์ทอัพ กุญแจสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการพิจารณาเหล่านี้อย่างรอบคอบ ในบางกรณี การผสมผสานระหว่างสองวิธีอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด โดยฟังก์ชันหลักถูกสร้างขึ้นภายในองค์กรเพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน ในขณะที่ส่วนประกอบที่ไม่ใช่แกนหลักถูกซื้อเพื่อประหยัดเวลาและทรัพยากร

ในที่สุด ไม่ว่าคุณจะเลือกซื้อหรือสร้าง การตัดสินใจควรได้รับการชี้นำโดยความเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของบริษัท สภาพตลาด และความสามารถของทรัพยากร ด้วยการเลือกอย่างรอบรู้ สตาร์ทอัพสามารถวางตำแหน่งตัวเองเพื่อการเติบโตและความสำเร็จที่ยั่งยืนในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีการแข่งขันมากขึ้น

In Innovation, Business Tags Innovation, Business
Comment

Moor's Law for Everything : การคาดการณ์ผลกระทบ AI และการเตรียมตัว

Added on August 6, 2024 by Surattanprawate.

ในปี 2021 Sam Altman ได้เผยแพร่บทความชื่อ "Moore's Law for Everything" ซึ่งนำเสนอมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของเศรษฐกิจและผลกระทบของ AI ต่อสังคม

มารู้จัก กฎของมัวร์ (Moore's Law) กันก่อน

กฎของมัวร์เป็นการสังเกตและการคาดการณ์ที่เสนอโดย Gordon Moore ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Intel ในปี 1965 โดยมีใจความสำคัญดังนี้:

1. การเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพ: จำนวนทรานซิสเตอร์บนวงจรรวม (integrated circuit) จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุก ๆ 18-24 เดือน ในขณะที่ราคายังคงเท่าเดิมหรือลดลง

2. การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง: แนวโน้มนี้ได้ดำเนินมาหลายทศวรรษ ส่งผลให้คอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและราคาถูกลงอย่างต่อเนื่อง

3. ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม: กฎนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเทคโนโลยีดิจิทัลโดยรวม

Altman นำแนวคิดของกฎมัวร์มาประยุกต์ใช้กับการพัฒนา AI และผลกระทบทางเศรษฐกิจ

1. การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังมาถึง: Altman เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมจากเทคโนโลยี AI จะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดการณ์

2. ผลกระทบต่อแรงงาน: AI จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์มากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าของแรงงานมนุษย์ลดลงขณะที่มูลค่าของทุนเพิ่มขึ้น

3. ความสามารถของ AI ในอนาคต: Altman คาดการณ์ว่า AI จะสามารถทำงานที่ซับซ้อนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น อ่านเอกสารกฎหมาย ให้คำแนะนำทางการแพทย์ และทำงานในสายการผลิต

4. การสร้างความมั่งคั่งและความท้าทาย: การปฏิวัติ AI จะสร้างความมั่งคั่งมหาศาล แต่ก็จะทำให้หลายคนต้องเปลี่ยนงาน

5. ต้นทุนสินค้าและบริการจะลดลง: เมื่อ AI เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ ต้นทุนสินค้าและบริการจะลดลงอย่างมาก

6. ความจำเป็นในการปรับนโยบาย: Altman เน้นว่าจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างรวดเร็วเพื่อแจกจ่ายความมั่งคั่งและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้

7. แนวคิด American Equity Fund: Altman เสนอโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่จะเก็บภาษีจากบริษัทและที่ดินเพื่อแจกจ่ายให้กับพลเมือง

นี่คือความสำคัญ ในการพิจารณาถึงผลกระทบของ AI ในระยะยาวและความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น​​​​​​​​​​​​​​​​ เพื่อให้ทุกคนรวมถึงนโยบาย ปรับตัวได้ทัน

Comment

โดดเด่นด้วยสิ่งใหม่ และการค้นพบความลับ : Embracing Unique Paths and Innovations by Peter Thiel, Idea Chicago

Added on August 5, 2024 by Surattanprawate.

การสอนผู้ประกอบการหรือการเขียนเกี่ยวกับผู้ประกอบการมีความท้าทายอย่างมากเพราะไม่มีสูตรสำเร็จที่ชัดเจน จากตัวอย่างของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จแต่ละคน จะเห็นได้ว่าเส้นทางของพวกเขาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทุกช่วงเวลาทางธุรกิจและเทคโนโลยีเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมือนใคร คนถัดไปที่ประสบความสำเร็จแบบ Mark Zuckerberg จะไม่สร้างเว็บไซต์เครือข่ายสังคม คนถัดไปที่ประสบความสำเร็จแบบ Larry Page จะไม่สร้างเครื่องมือค้นหา และคนถัดไปที่ประสบความสำเร็จแบบ Bill Gates จะไม่สร้างบริษัทระบบปฏิบัติการ การลอกเลียนแบบบุคคลเหล่านี้หมายความว่าไม่ได้เรียนรู้จากพวกเขาจริง ๆ การทำธุรกิจไม่มีวิทยาศาสตร์แน่นอนเพราะวิทยาศาสตร์ต้องอาศัยการทำซ้ำและการทดลองที่สามารถตรวจสอบได้ ในขณะที่บริษัทที่ยอดเยี่ยมทุกแห่งมีลักษณะเฉพาะตัว

แก่นแท้ของการเป็นผู้ประกอบการคือการเปลี่ยนจากศูนย์ไปเป็นหนึ่ง หนังสือของผม "Zero to One" เน้นแนวทางที่ไม่เน้นสูตรสำเร็จ โดยให้ความสำคัญกับความเป็นเอกลักษณ์ ผมใช้คำถามที่ตรงกันข้ามเพื่อเน้นจุดนี้ เช่น "ธุรกิจที่ยอดเยี่ยมที่ไม่มีใครสร้างคืออะไร?" และ "บอกสิ่งที่เป็นความจริงที่ไม่มีใครเห็นด้วยกับคุณ" คำถามเหล่านี้ยากที่จะตอบเพราะการค้นหาความจริงใหม่มักต้องการความกล้าหาญในการต่อต้านความเชื่อที่เป็นที่ยอมรับ

นี่คือความจริงที่ตรงกันข้ามสองประการที่ผมเชื่อว่ามีความสำคัญแต่ไม่เป็นที่เข้าใจกันอย่างกว้างขวาง:

Aim for Monopoly, Not Competition จงเป็นหนึ่ง และไร้คู่แข่ง

ในฐานะผู้ประกอบการ เป้าหมายของคุณควรเป็นการสร้างสิทธิผูกขาด—บริษัทที่ยอดเยี่ยมและมีลักษณะเฉพาะจนไม่มีการแข่งขัน ซึ่งตรงกันข้ามกับความเชื่อที่เป็นที่ยอมรับทั่วไป ผมเชื่อว่าทุนนิยมและการแข่งขันไม่ใช่คำพ้อง แต่เป็นคำตรงข้าม ผู้ที่ทำธุรกิจสะสมทุน ทุนในโลกที่มีการแข่งขันสมบูรณ์จะถูกกัดกร่อนจนหมด หากคุณต้องการแข่งขันอย่างดุเดือด เปิดร้านอาหารในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่บริษัทที่ยอดเยี่ยม เช่น Google ซึ่งแยกตัวออกจากคู่แข่งอย่าง Yahoo และ Microsoft ในช่วงแรก ได้สร้างกำไรมหาศาลจากการหลีกเลี่ยงการแข่งขัน

การผูกขาดมักถูกเข้าใจผิด เพราะผู้ที่มีสิทธิผูกขาดมักไม่พูดถึงความเป็นเจ้าของที่ชัดเจนของตน ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ไม่มีสิทธิผูกขาดมักย้ำความเป็นเอกลักษณ์ของธุรกิจตนเองเกินจริงเพื่อดึงดูดการลงทุน ตัวอย่างเช่น Google ไม่เคยกล่าวว่าตนเองครอบครองส่วนแบ่งการตลาดในการค้นหาที่ชัดเจน แต่จะนำเสนอตนเองเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่แข่งขันในตลาดหลากหลาย ในทางกลับกัน คนที่เปิดร้านอาหารที่มีลักษณะเฉพาะจะเน้นย้ำความแตกต่างของร้านเพื่อมอบเงินสนับสนุน

มันฟังดูแปลกใช่ไหม แต่ความเป็นจริงเป็นแบบนั้น ไม่มีใครตีร้องฆ้องเป่า ให้คนมาร่วมสังคกรรมและแชร์สิ่งที่คุณค้นพบหรอกน่า กว่าจะเข้ามา ขนาดก็ใหญ่มหึมาเสียจนยากที่จะตามทัน

Discovering Secrets จงมุ่งมั่นในการค้นพบความลับ

หลายคนเชื่อว่าความจริงที่มีคุณค่าทั้งหมดได้ถูกค้นพบแล้ว นั่นเป็นความเชื่อของคนเขลาและมีมุมมองที่แคบ ในโลกนี้ยังมีความลับอีกมากมายที่ยังไม่ถูกค้นพบ

ความเชื่อที่แพร่หลายคือความจริงที่ยอมรับได้ทั่วไป

ความมหัศจรรย์คือความจริงที่เกินกว่าจะเข้าใจ

ความลับคือความจริงที่ยากจะค้นพบแต่สามารถทำได้ด้วยความพยายาม

การสำรวจพื้นที่ใหม่ ๆ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพหรือเทคโนโลยีอวกาศสามารถเปิดเผยความลับเหล่านี้ได้

ในอดีต การค้นพบที่สำคัญได้เกิดขึ้นในสาขาเช่นภูมิศาสตร์และเคมีพื้นฐานซึ่งปัจจุบันได้รับการสำรวจเต็มที่แล้ว แต่ในโลกของไอที ยังมีโอกาสนับไม่ถ้วน แนวคิดเบื้องหลัง PayPal ที่รวมอีเมลกับเงิน เป็นไอเดียที่เรียบง่ายแต่ยังไม่ถูกค้นพบก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกัน ยังมีความลับมากมายรอการค้นพบในสาขาเทคโนโลยีหลากหลาย

Globalization vs. Technological Innovation ยุคโลกาภิวัตน์และนวัตกรรมเทคโนโลยี

เพื่อให้ประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 21 เราต้องการทั้งโลกาภิวัตน์และนวัตกรรมเทคโนโลยี สองแนวทางการพัฒนาเหล่านี้มักสับสนว่าเหมือนกันแต่จริง ๆ แล้วแตกต่างกันอย่างมาก โลกาภิวัตน์เกี่ยวข้องกับการคัดลอกและขยายเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วนำไปสู่การเติบโตในแนวนอน ประเทศจีนเป็นตัวอย่างที่ดีของโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน โดยการรับและปรับเทคโนโลยีตะวันตก (ซึ่งเดี๋ยวนี้ แม้แต่จีนก็เปลี่ยนไปแล้ว)

ในทางกลับกัน นวัตกรรมเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งนำไปสู่การเติบโตในแนวตั้ง ยุคประวัติศาสตร์ของการพัฒนาเทคโนโลยีที่สำคัญ เช่น ศตวรรษที่ 19 มีการพัฒนาเทคโนโลยีและโลกาภิวัตน์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 โลกาภิวัตน์ได้แซงหน้านวัตกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะนอกเหนือจากคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

เราควรพยายามขยายการพัฒนาไปไกลกว่านอกเหนือจากโลกดิจิทัล เพื่อรวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีทางกายภาพ ความแตกต่างระหว่างโลกที่พัฒนาแล้วและโลกที่กำลังพัฒนาในปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงมุมมองที่โปรโลกาภิวัตน์แต่ต่อต้านเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้ามกับการที่เราเรียกว่ากำลังอยู่ในโลกที่พัฒนาแล้วซึ่งหมายความว่าไม่มีสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้น เราต้องปฏิเสธแนวคิดนี้และหาวิธีพัฒนาต่อไปในโลกที่พัฒนาแล้ว

การเป็นผู้ประกอบการต้องการการยอมรับในความเป็นเอกลักษณ์และการค้นหาความจริงและนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยการมุ่งหวังให้ได้สิทธิผูกขาด ค้นพบความลับ และสมดุลระหว่างโลกาภิวัตน์กับการพัฒนาเทคโนโลยี เราสามารถสร้างธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง ลองท้าทายความเชื่อที่แพร่หลายและพยายามพัฒนาโลกที่พัฒนาแล้วเสมอ

In Innovation, Business, Creativity, Person, Talk, Summary Talk Tags Talk
Comment

Beth Comstock: Personal Connection in Corporate Storytelling: (Future of StoryTelling 2014)

Added on July 29, 2024 by Surattanprawate.

เนื้อหาจาก video >> https://www.youtube.com/watch?v=vJ_zQEeU1ag

เบื้องหลังทุกคน เบื้องหลังทุกบริษัท เบื้องหลังทุกสิ่งมีเรื่องราวของการไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร เรื่องราวที่เกี่ยวข้องมากที่สุดเชื่อมโยงกันในระดับส่วนตัว ฉันชื่อ Beth Comstock ฉันเป็นผู้นำด้านการตลาดและนวัตกรรมที่ GE พนักงานมีทางเลือกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่เราทุกคนเต็มไปด้วยตัวเลือกว่าจะจัดสรรเวลาไว้ที่ใด ในโลกที่มีเครื่องจักรที่พูดคุย และผู้คนพูดคุยผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น ความสามารถในการทำให้สิ่งต่าง ๆ ง่ายขึ้นเป็นสิ่งสำคัญมาก หากคุณเป็นบริษัทหรือองค์กรที่ต้องการเล่าเรื่องอย่างไรให้เป็นที่จดจำ

เมื่อคุณมีเรื่องราวที่ซับซ้อนมากที่จะพูดถึง ฉันพบว่าบ่อยครั้งในธุรกิจเรามักใช้การจัดการทางการเงินเชิงคณิตศาสตร์เชิงตรรกะ แต่ความจริงก็คือคุณต้องมีเรื่องราวเพื่อเชื่อมต่อกับบุคคล เชื่อมต่อกับลูกค้า เชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์ เราต้องการทราบว่าผ้าของเรามาจากไหน วัสดุในนาฬิกาของเรามาจากไหน และเครื่องยนต์ไอพ่นของเรามาจากไหน เราต้องการเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเพื่อพาเราไปยังจุดที่เราอยู่

คุณไม่สามารถขายอะไรได้จนกว่าคุณจะเข้าไปในใจของใครบางคน เราได้พูดคุยเกี่ยวกับส่วนแบ่งการตลาด แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการได้รับส่วนแบ่งทางความคิด การเข้าไปในจิตใจของผู้คน และสร้างเรื่องราวสำหรับสิ่งที่เป็นไปได้ หากคุณเริ่มต้นด้วยสมมติฐานว่าบริษัทของคุณสามารถเป็นนักเล่าเรื่องได้ คุณจะพบนักเล่าเรื่องได้ทุกที่ ฉันพบว่านักเล่าเรื่องที่เก่งที่สุดของเราบางคนเป็นวิศวกร คุณต้องการสร้างกลุ่มที่เก่งในการแปล พวกเขารู้วิธีที่จะกระตุ้นความหลงใหลในใครบางคนเพื่อให้พวกเขาเล่าเรื่องราวของพวกเขา

คุณต้องการเชื่อมต่อกับผู้คนและสื่อสารข้อความที่ต้องการสื่อออกไป การเล่าเรื่องคือการพาผู้คนไปยังสถานที่อื่น เชื่อมต่อกับความรู้สึกนึกคิด จำไว้ว่าตอนคุณยังเป็นเด็กเมื่อคุณมีจินตนาการที่พุ่งพล่าน มองเห็นเครื่องบินในเที่ยวบิน หรือเห็นรถไฟและเริ่มคิดถึงวิธีจินตนาการแบบนี้ ในการเล่าเรื่องคุณต้องเชื่อมต่อและมีข้อความที่ต้องการสื่อ มันเป็นศิลปะที่ว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเกี่ยวข้อง

ตัวอย่างเช่น คุณอาจพูดถึงเครื่องยนต์ไอพ่นที่เรากำลังทำให้วัสดุมีน้ำหนักเบากว่าที่เคยเป็นมาถึง 90% ทำไมคุณถึงต้องสนใจ? เพราะมันช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบางทีคุณอาจสนใจเกี่ยวกับโลกที่สะอาดขึ้น

การเล่าเรื่องเป็นการเชื่อมต่อกับผู้คนที่ค้นพบคุณค่าในเรื่องราวของคุณ และแบ่งปันในธุรกิจ คุณจะได้รับผลตอบแทนทางการเงิน แต่ที่สำคัญกว่านั้น หากคุณเปิดใจกว้างพอ และผู้คนเข้าใจและเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของคุณ การค้าและการเชื่อมต่อในระดับมนุษย์จะติดตามมา ผู้คนไม่ต้องการถูกขาย พวกเขาต้องการได้รับแรงบันดาลใจ และคุณต้องต่อสู้อย่างแท้จริงเพื่อสิ่งนั้น

  1. ทุกคน ทุกบริษัท และทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวเบื้องหลังที่เชื่อมโยงกัน

  2. ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยตัวเลือกและเทคโนโลยี การเล่าเรื่องที่เข้าใจง่ายมีความสำคัญมาก

  3. การเล่าเรื่องช่วยสร้างการเชื่อมต่อระหว่างบุคคล ลูกค้า และผลิตภัณฑ์

  4. ผู้คนต้องการทราบที่มาของสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น เสื้อผ้า นาฬิกา หรือแม้แต่เครื่องยนต์ไอพ่น

  5. การตลาดที่แท้จริงคือการเข้าถึงจิตใจของผู้คน ไม่ใช่แค่การขาย

  6. บริษัทควรส่งเสริมให้พนักงานทุกคนเป็นนักเล่าเรื่อง โดยเฉพาะวิศวกรที่มีความรู้เชิงลึก

  7. การยอมรับตัวตนและค้นหาความงดงามในสิ่งที่ทำ จะช่วยสร้างเรื่องราวที่น่าสนใจ

  8. การใช้จินตนาการแบบเด็กๆ สามารถช่วยในการเล่าเรื่องและสร้างแรงบันดาลใจได้

  9. เรื่องราวที่ดีควรเชื่อมโยงกับผู้ฟังและอธิบายว่าทำไมสิ่งนั้นถึงมีความสำคัญ

  10. การเล่าเรื่องที่ดีจะนำไปสู่ผลตอบแทนทางธุรกิจ เพราะผู้คนจะเข้าใจคุณค่าและแบ่งปันต่อ

  11. ผู้คนต้องการแรงบันดาลใจมากกว่าการถูกขาย การเชื่อมโยงในระดับมนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับบริษัท

สรุป: การเล่าเรื่องที่เข้าใจง่ายและสร้างแรงบันดาลใจเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คน สร้างความสัมพันธ์ และประสบความสำเร็จทางธุรกิจในโลกปัจจุบัน

In Innovation, Creativity, Business, Marketing, Person, Summary Talk, Talk Tags Innovation, Business, storytelling, Person, entrepreneur, Talk
Comment
← Newer Posts Older Posts →
Back to Top