Life is not an olympic game. You don’t need to swim in your lane to win, but let play the whole pool, sharing with other, be joyful and make the life game more valuable and fun.
What’s innovation?
Innovation หรือ นวัตกรรม มีความหมายที่มีการแปลความหลายรูปแบบและหลายความหมาย
หากมองกันในลักษณะของการแปลความจากศัพย์
Innovation มากจากคำว่า : Innovat = In + Novare
In = เข้ามาทำ ; Novare = สิ่งใหม่
หรือ สั้น ๆ ทำสิ่งใหม่
สิ่งใหม่ อาจเป็น สิ่งของ กระบวนการ วิธีการ ตลาด ประสบการณ์ใหม่ของผู้ใช้
การทำให้เกิดการใช้ได้จริง คือ สิ่งหนึ่งที่ได้มีการพัฒนานิยามของ Innovation มากขึ้น
ดั่ง Lewus Dincan กล่าวว่า
”Innovation is the ability to convert ideas into invoices.”
ออกจะมองดูเป็นการขยับไปเป้าของความหมายทางธุรกิจ ไปสักนิด แต่มันคือ ความจริง
สนใจเรื่องความตายจากโควิด
วันนี้คนตายเท่าไหร่ก้น เป็นวันที่คนมาสนใจเรื่องของตัวเลขคนตาย ทั้งที่จริง ๆ แล้ว คนมันก็ตายทุกวัน ตายจากสาเหตุต่างๆ ตายจากอุบัติเหตุ ตายจากโรค ตายจากเหตุไม่คาดฝัน แต่ครั้งนี้ ตายจากโควิด มันเป็นสิ่งที่คนสนใจ สนใจเพราะใกล้ตัว สนใจเพราะมันเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจ สนใจเพราะมันอาจเกี่ยวกับคนที่เรารัก
นอกจากสนใจเรื่องความตายแล้ว ยังสนใจ การที่กำลังรอให้ช่วยเหลือให้พ้นจากความตายด้วย
วานนี้ก็มีครอบครัวหนึ่งที่สูญเสียแม่ไป โดยที่เด็กหญิงทั้งสองคน เป็นเด็กกำพร้าทันที โดยที่มีการถ่ายทอดเรื่องราว ที่แม่สั่งเสียวไว้ให้ด้วย ก่อนหน้าที่ ก็มีเจ้าของร้านอาหารเป็ดพะโล้ชื่อดังเสียชีวิต และตลกดัง เช่น น้าค่อม
นี่ก็คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าความตายเป็นเรื่องใกล้ตัว เพราะ คนที่ดังดัง ไม่คาดคิดว่าจะตาย กลับตาย และตายอย่างไม่ได้สั่งเสียเสียด้วย
อีกเรื่องที่มีการพูดถึงได้การตายจาก COVID-19 คือ การตายอย่างโดดเดี่ยว เพราะคนป่วยที่ใกล้จะเสียชีวิต มักอยู่ในห้อง isolation และ มักได้ยานอนหลับ ใส่ท่อช่วยหายใจและยาอื่น ๆ อีกนานับประการหลังม่านบังตาของของ ICU
การจากไปจากโลกนี้อย่างโดดเดี่ยว ทำให้มีการปรับให้คนป่วยได้มีความรู้สึกใกล้ชิดที่สุด โดยการใช้ Telecommunication และนอกจากนี้ยังมีประเด็นหนึ่งคือประเด็นทางศาสนาว่า จะมีการประกอบพิธีทางศาสนาอย่างไร
COVID-19 กระทบทุกมิติจริง ๆ
Meaning of Life
what is the meaning of life น่าจะเป็นคำถามที่ สุดแสนจะ classic และ มีคำตอบหลากหลาย ความหลากหลายของคำตอบ เป็นเพราะว่า ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ประสบการณ์ไม่เหมือนกัน และทำให้มุมมองไม่เหมือนกัน
วันนี้ได้ฟัง Seth Godin ได้พูดใน youtube บทสัมภาษณ์ SETH GODIN - THIS IS MARKETING: How To Find Your Viable Audience & Win Trust From Your Target Market ที่มีส่วนหนึ่งของการพูดคุยว่า “Meaning in life is about making yourself meaningful to other people.” จึงเป็นประโยคที่น่าสนใจ เพราะมันไม่ได้ขึ้นกับประสบการณ์ หรือ มุมมองอะไรทั้งนั้น แต่ขึ้นกับ ความการเกิดเป็นมนุษย์
“Meaning in life is about making yourself meaningful to other people.” เป็นคำกล่าวที่อยู่ใน idea for TED ที่ Frank Matela ได้กล่าวไว้
ทำไม คำกล่าว meaning of life จึงเกิดขึ้นเมื่อเราทำให้เรามีความหมายต่อคนอื่น หละ การคิดนอก framework ของการมองที่ตัวเราเป็นสิ่งสำคัญ คำว่า “meaning” เป็นคำที่น่าฉงนในตัวเอง คำว่า “meaning” มี ความหมายหรือไม่ ? และเพื่อใคร
หลายคนอาจคิดว่า การมีความหมาย ก็หมายถึงทำให้ตัวเองมีความสุขหนะสิ อาจจะมีความสุขในการใช้ชีวิตด้วยการมีครอบครัวที่มีความสุข ไปตกปลาในวันหยุด หรือ ทำงานที่รัก และมีชีวิตที่มีความสมดุลในทุกทุกด้านอย่างลงตัว แต่หากมองโดยความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ “Belong to other”
เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาและมีความรู้สึกของการมีคุณค่าด้วยการที่คนอื่นมาให้ความรู้สึกถึงคุณค่าให้เรา คงจะไม่มีความหมายหรือประโยชน์อะไรหากไม่มีใครให้ค่าเราเลย และนี่คือมนุษย์ ที่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาให้ feel connect
That’s how simple it is.
Growth mindset: The Driving Force to Innovation
Mindset คุณเป็นอย่างไร ?
บางคนอาจไม่รู้จะตอบยังไง บางคนขวนเขินในการตอบ บางคนตอบว่า ฉันก็มี mindset ที่ดียังไงหละ คือ mindset หรือ แปลไทยว่า “กรอบความคิด” “แนวคิด” หรือ “วิธีคิด” มันมีหลายประเภท และ การที่ต้องการคำตอบแบบไหน มันก็คงขึ้นกับบริบทของคนถามด้วย เช่น หากเป็นฝ่ายพัฒนาองค์กร หรือ องค์กรที่กำลังทำนวัตกรรมหละก็ พนักงานที่ตอบว่า ฉันมี “Growth Mindset” ก็คงเป็นคำตอบที่ทำให้ผู้ถามยิ้มได้
“Growth Mindset” vs “Fixed Mindset”
ในองค์กรนวัตกรรม เราอาจเคยได้ยินคำพูดว่า “Fail fast, Fail often” หรือ “การล้มแล้วล้มอีก” คือหนึ่งในกระบวนการนำไปสู่ความสำเร็จผ่านกระบวนการเรียนรู้ การเกิดความผิดพลาดในเหตุการณ์ของหลาย ๆ คน อาจนำไปสู้ความท้อถอยและถูกตำหนิ แต่มันไม่ใช่แนวคิดทางนวัตกรรมแน่ ๆ หากเราได้ย้อนไปดูการทำนวัตกรรมสิ่งของต่าง ๆ ที่เราใช้ในปัจจุบัน เราอาจมองเห็นปลายยอดแห่งความสำเร็จ แต่หากไม่ได้ทราบหรือมองไปยังความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กุญแจของความสำเร็จ คือไม่ท้อแท้ และพร้อมปรับเสมอ
Stanford Psychologist Carol Dweck ผู้ที่แต่งหนังสือ Mindset: the New Psychology of Success กล่าวไว้ว่า บุคคลที่มี Fixed mindset เป็นบุคคลที่มีแนวคิดและความเชื่อว่า ความฉลาด ศักยภาพของเรา เป็นสิ่งที่ปรับได้ยาก ในขณะที่ Growth mindset เชื่อว่า เราสามารถพัฒนาความสามารถและศักยภาพของเราไปได้อย่างไม่หยุดยั้งผ่านการเรียนรู้ และความล้มเหลว และ ในปัจจุบัน บริษัทหรือองค์กรต่าง ๆ ก็รู้แล้วว่า องค์กรจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้นั้น การมี Growth mindset ในองค์กร มีความสำคัญอย่างไร และ กระบวนการทำงานของบริษัท ก็เปลี่ยนจากการเลือกแต่ไอเดียดี ๆ และรับไม่ได้กับการผิดพลาด ก็เริ่มมีการยอมให้มีความผิดพลาดเพื่อให้ได้ลอง และก้าวไปข้างหน้า ต่อไป
การเลือกคนและการพัฒนาคนทำงานก็มีความเปลี่ยนไป
การที่มุ่งไปที่เลือกคนที่เก่งอยู่แล้วแต่ทำงานประจำวัน เดิม ๆ มันกลายเป็นการเดินย่ำกับที่และองค์กรก็จะถูกทับถมด้วยอีโก้ และตอนนี้องค์กรทั้งหลาย ถูกเปลี่ยนเป็นการมองหาคนที่รักความท้าทาย มีมุมมองใหม่ และพร้อมที่จะพลาด
Growth Mindset กับการแสวงหาและผสมผสาน
“[T]echnology alone is not enough—it’s technology married with liberal arts, married with the humanities, that yields us the results that make our heart sing.” — Steve Jobs
“เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวมันไม่เพียงพอหรอก ต้องให้เทคโนโลยี แต่งงานกับศิลปะ แล้วก็ความเป็นมนุษย์ ถึงจะทำให้หัวใจมันร้องเพลงออกมาได้” - Steve Jobs
นี่คือคำกล่าวของ Steve Job ผู้ที่ทุกคนรู้ดีว่า เค้ามีความพยายามและสร้างสรรค์เพียงใด องค์ประกอบหนึ่งของ Growth mindset คือการคิดข้ามสาขา (across discipline)
Tim Brown, CEO ของ IDEO ได้ให้นิยามและความสำคัญของ “มนุษย์ T-Shape” ที่แนวตั้งของตัว “T” หมายถึงความรู้ลึกในแขนงที่มีความชำนาญ ในขณะที่ ยอดของตัว “T” ที่วางในแนวขนาน หมายถึงการแสวงหาหรือสนใจที่หลากหลายและข้ามสาขา การเข้าใจทั้งในแนวตั้งและสนใจในแนวนอน เป็นส่วนผสมที่จะทำให้เกิดแนวคิดใหม่ในการแก้ปัญหา มองหลายมุม และมีความพลิกแพลงพร้อมด้วยแรงบันดาลใจสร้างสิ่งใหม่ ๆ ได้
"ในการทำนวัตกรรมให้ประสบความสำเร็จ เรามีความจำเป็นที่ต้องเข้าถึงหลากหลายสาขา และ ตั้งดำลึกลงไปจากเปลือกผิวของสาขานั้น ๆ อีกด้วย นอกจากนี้ ส่วนผสมนิสัยของการท้าทายและชอบทดลอง จะทำให้สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ “
มนุษย์ยังไม่หยุดวิวัฒนาการ
สิ่งมีชีวิต มีการวิวัฒนาการมาตลอด หากใครอ่านหนังสือ The species ของ Sir. Charles Darwin หรือ Selffish Gene ของ Richard Dowkins แล้ว อาจเห็นอะไร ๆ ที่มันค่อย ๆ ปรับตัวไปกับเวลา
สิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม อากาศ อวกาศ แสง เสียง พฤติกรรม การดำเนินชีวิต จิตใจ ล้วนเคลื่อนไหว เลื่อนไหลไปตามกาลเวลา และมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวตลอดเวลา
ในขณะที่โลกหมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วด้วยแรงถาโถมแห่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่อาจลืมนึกไปว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน คือการวิวัฒนาการในเชิงโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ด้วย
งานวิจัยใหม่ ๆ ไม่ได้เพียงแค่แสดงว่ามนุษย์ได้มีการวิวัฒนาการไปข้างหน้าเท่านั้น แต่ความเร็วในการวิวัฒนาการยังเพิ่มขึ้นด้วย เช่น การวิจัยที่พบว่าการหดสั้นลงของใบหน้าทารกที่เพิ่งคลอดในปัจจุบัน การมีการเพิ่มขึ้นของ fabella bone เป็นกระดูกที่อยู่หลังกระดูกหัวเข่า และการเกิดขึ้นใหม่ของกระดูกเท้า
กรามที่เล็กลง ตาที่โตขึ้น ในคนยุคอนาคต
Wisdom teeth หรือ ฟันกรามชุดที่ 3 ที่จะขึ้นมาในช่วงวัยรุ่น และเกิดเป็นฟันคุดขึ้น เนื่องจากมนุษย์ในปัจจุบัน มีแนวโน้มในการมีกรามที่เล็กลง เนื่องจากอาหารต่าง ๆ ถูก process หรือ ถูกปรุงให้ ไม่จำเป็นต้องใช้การบดเคี้ยวที่มากนัก ก็เป็นหนึ่งในวิวัฒนาการที่เกิดขึ้น ทำให้ wisdom teech หายไปในคนยุคใหม่
ได้มีการจินตนาการกันว่า หากมีการ evolve ไปเรื่อย ๆ คาดการว่า หน้ามาของมนุษย์จะเป็นอย่างไร อาจมีผิวที่ซึดลง มีกรามที่เล็กลง ขณะที่ตา อาจโตขึ้น และขนลดลงไปเรื่อย ๆ
Median artery ที่เกิดขึ้น ไม่หายไปในคนปัจจุบัน
สิ่งสังเกตที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่งก็คือ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ median artery ที่เป็นเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณแขน โดยคณะวิจัย จาก Flinders University และ University of Adelaide ที่ South Australia ได้ Pubished งานวิจัยลงใน Journal of Anatomy กล่าวว่า ปกติแล้ว median artery ที่เลี้ยงแขนของทารกในครรภ์ จะฝ่อไปเมื่อคลอดออกมา และถูกแทนที่ด้วย radial และ ulna arteries โดยที่มีบางคนเท่านั้นที่จะยังคงมี median artery อยู่ โดยที่คณะวิจัยค้นพบว่า ในทารกที่คลอดในปัจจุบัน มีการพบว่ามี median artery เพิ่มจาก 10% ในยุคก่อน ค.ศ. 1880 มาเป็น 30% ในยุคปัจจุบัน
สิ่งเหล่านี้ อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ที่เราเรียกว่า micro evolution แต่เมื่อนานไป เราก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน
Picture from https://thegrid.ai/health-hackathon-2018/format-of-the-health-hackathon-2018/index.html
Health Hackathon - Part 1 : Knowing Health Hackathon
““The great driver of scientific innovation and technological” innovation has been the historic increase in connectivity and our ability to reach out and exchange ideas with other people. And to borrow other people’s hunches and combine them with our hunches and turn them into something new.
- Steve Johnson Author of Where Good Ideas Come From: The Natural History of Innovation”
คุณเคยเห็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยา หรือ การบริการใหม่ ๆ ทางการแพทย์ที่ออกสู่ตลาดไหม เราอาจใช้บริการกันเพลิน ๆ แต่หากมองย้อนไปดูกระบวนการ ขั้นตอน และเวลาในการทำวิจัย จนออกสู่เป็นผลิตภัณฑ์ มันใช้เวลานานมาก ๆ และหากลองมาคิดดูว่า หากผลิตภัณฑ์ที่สร้างออกมาแล้วไม่ตอบโจทย์ในการให้บริการหละ นอกจากเสียเวลาแล้ว ยังเสียเงิน แรงกาย แรงใจในความทุ่มเทในการพัฒนาและวิจัยอีกด้วย
แนวทางแบบการใช้องค์ความรู้แบบ สหวิชาการ หรือ transdisciplinary approach ร่วมกับความคิดเห็นของผู้ใช้ปลายทาง หรือ ลูกค้า ที่เรียกว่า co-creation โดยตรง อาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพที่เป็นนวัตกรรมใหม่อย่างประหยัดต้นทุน ในบริบทนี้ Hackathons (แฮกกะทรอน) หรือ กระบวนการ Hack ได้กลายเป็นกระบวนการที่ได้รับความนิยมมากขึ้นสำหรับสถาบันการดูแลสุขภาพเพื่อสร้างความกระตือรือร้นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์และประหยัดเวลา
“Hackathon” = “Hack” + “Marathon”
ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 แนวคิดในการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญมาเป็นทีมเพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันและแก้ปัญหาเร่งด่วนได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี้ Hackatron เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ที่ทำงานด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาโดยวิธีที่แตกต่างโดยอาศัยการระดมสมอง แต่เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงและการ disruption วงการต่าง ๆ โดยเฉพาะวงการแพทย์ ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว Hackathon จึงถูกนำมาใช้ในการคิดหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีที่แตกต่างจากการพัฒนาแบบเชื่องช้าแต่อาจไม่ตอบโจทย์ เพื่อให้ทันต่อโลกที่ถูกสายป่านแห่งเทคโนโลยีปั่นให้หมุนเป็นลูกข่าง โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 จาก Literature review พบว่า มีการจัด Hackathon ในด้านสุขภาพกว่าร้อยครั้งทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่จัดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองแห่งนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก นั่นเอง
Hackathon : the best way to build innovation like a fast house ?
Consortium for Affordable Medical Technologies (CAMTech)
การพัฒนาเทคโลยีด้านการแพทย์มีหลายวิธี แล้ว Hackathon เป็นวิธีที่ดีในการทำนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์และมีประสิทธิภาพจริงหรือ ?
คำตอบนี้ The Consortium for Affordable Medical Technologies (CAMTech) (http://camtech.mgh.harvard.edu) ที่เป็นแผนกเทคโนโลยีด้านสุขภาพของ Massachusetts General Hospital ได้เผยแพร่ผลลัพธ์ของการทำ Health Hackathon 12 ครั้งตั้งแต่ปี 2555 ถึง 2558 ในอินเดียยูกันดาและสหรัฐอเมริกา พบว่า ภายหลังการทำ Health Hackathon ได้มีการพัฒนาการแก้ปัญหาใหม่ ๆ มีการนำการแก้ปัญหานั้นไปผลิต product และนำเข้าสู่งานวิจัย และยังพบว่า มีการตั้งบริษัทใหม่ ที่ประสบความสำเร็จด้วยดีในภายหลังอีกด้วย โดยการทำ Hackathon ในช่วงหลัง ๆ จึงมีการทำงาน ติดตามอย่างเป็นระบบ และยอมรับกันมากทั่วโลก
“การทำ Health Hackathon มันเหมือนการระดมเหล่าฮีโร่มาช่วยกันยามดาวหางจะพุ่งชนโลก ไม่ผิดไปจากหนัง Sci-Fi ที่เราดูเลย””
Health Hackathon Resource
Hacking Health >> https://hacking-health.org
การทำ Health Hackatron เป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีหลักการที่หลากหลายแต่ในระยะหลัง เริ่มมีแนวทางในการจัดการอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยหากกล่าวถึง การติดต่อและสร้างแนวทางการทำ Healh Hackathon ต้องกล่าวถึง องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรชื่อว่า Hacking Health ซึ่งก่อตั้งและดำเนินการใน Montreal, Cannada ตั้งแต่ ค.ศ. 2012 ที่มีการสร้างเครือข่ายและให้ความช่วยเหลือโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการ provide resource และให้คำแนะนำแก่กลุ่มที่ได้ทำ Health Hackathon ทั่วโลก รวมถึงที่ USA, Germany, Netherland , France และ อื่น ๆ โดยนอกจากผลพวงในการสร้างผลิตภัณฑ์และวิธีการใหม่ ๆ ในการจัดการกับปัญหาสุขภาพแล้ว ยังได้มีความร่วมมือในการจัดกิจกรรมในท้องถิ่นต่างๆตั้งแต่การประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวการแพทย์ไปจนถึงการพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพดิจิทัล ตั้งแต่นั้นมาบทและเครือข่ายก็ค่อยๆเติบโตขึ้น
MIT Hacking Medicine >> https://hackingmedicine.mit.edu
MIT Hacking Medicine ก่อตั้งขึ้นที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ในบอสตันสหรัฐอเมริกาโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเร่งนวัตกรรมทางการแพทย์โดยดำเนินการ Health Hackathon และ การประชุมเชิงปฏิบัติการหรือการรวมเครือข่ายทั่วโลก โดย MIT Hacking Medicine ได้สร้างหนังสือแนวทางในการทำ Health Hackathon Hand Book ที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งใช้เป็นแนวทางในการจัดระเบียบ Hackathon ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
มีให้บริการทางออนไลน์ฟรี >> Download here >> MIT Hacking Medicine Handbook
Science Startup: Getting Science out of the Lab
การค้นอะไรใหม่ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น แต่การนำสิ่งที่ค้นพบออกมาใช้จริงได้แก่สังคม เป็นเรื่องที่น่า challenge และวิธีการของมันก็แทบจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการปิ้งแว้บไอเดียออกมาแล้วก็ปั้นออกมาเป็นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสารที่มี Impact Factor สูงลิบลิ่ว
การจะ spinning out science ออกจากการทำงานด้านวิชาการไม่ใช่เรื่องใหม่ หน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นอย่าง Technology Transfer Officers (TTOs) มีอยู่ในทุกมหาวิทยาลัย เพื่อเป้าหมายในการนำงานวิจัยที่วางอยู่บนหิ้งมาใช้งานจริงในตลาดจริงๆ และจุดมุ่งหมายของ TTOs เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่จะคอยสร้างรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยอีกทางนึง
แต่ การที่จะนำการค้นพบ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ที่มีการทดลองในสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดเพื่อขจัดปัจจัยที่เรียกว่า confounding factors แล้วนำมาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง กลับมีเปอร์เซ็นต์ในการประสบความสำเร็จต่ำเสียน่าตกใจ จนหลายๆ คนนิยามการกระโดดจากงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ว่าเป็น “Valley of Dealth” หรือหุบเขาแห่งความตายที่จะกระโดดข้ามไปที ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ประเด็นสำคัญของการล้มเหลวในการ Transfer research to market หลัก ๆ คือ โจทย์วิจัยทำในสิ่งที่ไม่แก้ปัญหาของตลาด ถ้าไม่นับการทดลองผลิตยาที่เป็นการค้นพบในการแก้ปัญหาในการรักษาโรคอย่างตรงไปตรงมาแล้ว การทดลองวิจัยอื่น ๆ แทบจะไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลย หรืออาจเรียกได้ว่า “สร้างของดี แต่อาจจะไม่มีคนซื้อ” นั่นคือประเด็นอยู่ที่ market validation และ market size และสิ่งนี้แทบจะเรียกได้ว่า ต้องอาศัยทักษะและความรู้ของการเป็นผู้ประกอบการนอกเหนือจากการเป็นนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นที่การทดสอบสมมุติฐานและทักษะการวิพากษ์และเขียนงาน paper ลงตีพิมพ์
เมื่อโลกเปลี่ยนไป และหมุนไวกว่าเดิม การสร้างนักวิทยาศาสตร์ และ นักวิจัย ที่มีวิธีคิดที่แตกต่างและใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบ เริ่มด้วยปัญหามาก่อน (problem-led) แล้วใช้วิธี approche ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบ startup จึงเป็นจุดเปลี่ยน ไม่สิ เป็นจุดรอด ของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย ที่ต้องมีเป้าเป็นการตอบโจทย์ตลาดและสังคม หรือเราเรียกนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ว่า “Science Startup”
Life of Science Startup
วิถีของ Science Startup ที่เริ่มจาก founder การสร้างทีม ค้นหาปัญหาที่ต้องการแก้ และสร้าง product ต้นแบบ และ test ตลาดเพื่อให้ product market fit มากที่สุด
ยกตัวอย่าง London-based Deep Science Venture (DSV) ที่เป็น venture-focused science institute ที่มองหาทางแก้ปัญหาในเรื่อง Alzheimer’s disease, antimicrobial resistance มาก่อน จากนั้น ขบวนการระดมผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ ที่มีความเข้าใจในการประกอบธุรกิจและการบ่มเพาะแบบ startup จึงเริ่มขึ้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และเขาก็นำทีมเข้า accelerator programme โดยที่ให้ทีมนำเสนอ ideas ในการแก้ปัญหาที่หลากหลาย แล้ว seed เงินทุนลงไปเพื่อพัฒนา prototype ผ่านการทดลองวิจัย จนออกมาเป็น Living neural implants, efficient bioprocessing และ one-day antibody design
AntiVerse: One day anti-body design
Faster Antibody Drug Discovery with AI
Antiverse is building a world-first computational antibody drug discovery platform to predict antibody-antigen binding and provide antibody drug candidates.
http://www.antiverse.io
ในการแข่งขัน Helsinki Challenge เป็นการเข่งขันที่เป็น science-based competition และ accelerator ที่รวบรวมนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักพัฒนา ที่มีแนวคิดแบบ science startup เพื่อเฟ้นหากลุ่มผู้ประกอบการนักคิดค้น เป้าหมายในการช่วย UN Sustainable Development
Mikael Sokero นักวิจัยและเจ้าของโครงการ Demos Helsinki ได้บอกว่า แนวทางการ approach แบบนี้ไม่เป็นเพียงการนำงานวิจัยและวิทยาศาสตร์มาถ่ายทอดสู่เชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่มันเป็นการเปิดแนวทางการทำงานของนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ ให้มาแก้ปัญหาของโลกให้เร็วขึ้น กว้างขวางขึ้น และ เปลี่ยนจากผู้สังเกตการเป็นไปของโลก มาเป็นผู้ลงมือและเกี่ยวเนื่องกับการใช้ผลิตผลแห่งงานวิจัยที่แก้ปัญหาตรงประเด็นและแท้จริงได้มากขึ้น
Dave Messina ที่จบการศึกษาจากโปรแกรม Genomics และเริ่มจากที่เข้ามาเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านยีน แต่เพียงเริ่มไปได้ไม่นาน Messina ก็พบว่า การที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านยีนที่แสนสมาร์ทและตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ รวมถึงอยู่ในวงการวิชาการนั้นมันไม่ได้เป็นไปตามฝันเขานัก จนในที่สุดเขาก็ได้ออกมาทำ PhD ด้าน computational biology ที่พัฒนา software ที่ทำการวิเคราะห์ยีน และก่อตั้งบริษัทชื่อ Cofactor Genomics โดยได้รับเงินลงทุนและการเริ่งการเติบโตโดย Y Combinator (https://cofactorgenomics.com)
เดี๋ยวนี้ในมหาวิทยาลัยที่มีการผลิตแพทย์ ก็ได้เริ่มมีการมุ่งเน้นด้านนวัตกรรมและการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ร่วมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยให้มีความเป็นนวัตกรมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างจาก StartX ที่มีส่วนทางการแพทย์ StartX Med (https://startx.com/med) ในการบ่มเพาะและขยายผลให้เกิดนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริงมากมาย รวมถึงการดึงผู้ประกอบการมาอยู่ในโครงการ accelerator ของมหาวิทยาลัยและก่อกำเนิด ecosystem ในมหาวิทยาลัย Standford ขึ้น โดยที่มีการพัฒนาให้เป็น problem-led organization และเชื่อมโยง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมแก้ปัญหาและนำออกสู่ตลาดเพื่อขยายผลงานออกสู่เชิงพาณิชย์ให้มากที่สุด
จริง ๆ แล้ว การทำงานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ค้นหาและทดสอบสิ่งที่เป็นพื้นฐานของธรรมชาติและมนุษย์ ก็มีความสำคัญมาก แต่หากจะขยายขอบเขตออกมาสู่สังคมแบบใช้นวัตกรรมได้จริงและฉับไว คงต้องคิดแบบ science startup เพื่อจะได้ไม่ออกแรงกระโดดมากเท่าไหร่ ก็ตก Valley of Dealth อยู่ร่ำไป
Reference
https://www.ycombinator.com/library/3y-how-scientists-can-thrive-in-the-startup-world
https://www.hottopics.ht/16111/top-science-startups-supercharge-science-tech-industry/
StandX: the Great Ecosystem for Med Tech Startup
หากจะคิดถึง ชุมชนแห่ง tech startup ที่มีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จในการสร้างระบบนิเวศในการติดต่อ ช่วยเหลือ และ บ่มเพาะให้เกิดความสำเร็จในการสร้าง Health Tech Startup แล้วละก็ StandX ชุมชน startup ของ Standford University ต้องถูกนึกถึงอย่างแน่นอน
“ เป็นเวลากว่า 10 ปี StartX ได้พิสูจน์แล้วว่าในฐานะองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรสามารถสร้างระบบนิเวศที่ให้อำนาจแก่ชุมชนสแตนฟอร์ดในการให้คำปรึกษาผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จซึ่งจะมีส่วนร่วมกับสังคมผ่านเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำและนวัตกรรมทางการแพทย์” เจอร์รีหยาง ผู้ก่อตั้ง Yahoo หนึ่งในตัวอย่างผู้ประสบความสำเร็จของ StartX ได้กล่าวไว้
StartX ก่อตั้งขึ้นโดย Cameron Teitelman ในปี 2009 ในฐานะองค์กรที่ดำเนินกิจการโดยนักศึกษา StartX ตั้งอยู่ริมถนนจากวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เป็นวิทยาเขต ที่มี บริษัท ราว 700 แห่งได้เริ่มต้นแล้วและตอนนี้มีการประเมินมูลค่ารวมกันมากกว่า $ 19 พันล้าน หนึ่งในแบรนด์นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากชุมชน StartX ได้แก่ Arterys, Branch, Eko, GenapSys, Kodiak Sciences (IPO), Life360 (IPO), Lime, Patreon, Poynt และอีกหลายร้อยบริษัท
StartX เป็นชุมชนที่เริ่มต้นและดำเนินไปอย่างไม่แสวงหาผลกำไร ช่วยให้บริษัท ศิษย์เก่า เข้ามาตั้งบริษัทและเติบโตไปพร้อม ๆ กัน โดยมีทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม และทรัพยากรที่สำคัญคือบุคลากรจาก Standford University เอง โดยนอกเหนือจากการทำงานกับแผนกต่าง ๆ ทั่วมหาวิทยาลัยแล้ว อาจารย์ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ที่สแตนฟอร์ด ยังได้นำผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มทำตลาดมาเป็นผู้ก่อตั้ง StartX โดยการช่วยเหลือต่าง ๆ นั้น StartX ไม่ได้เข้ามามีส่วนแบ่งผลกำไร หรือ หุ้นแต่อย่างใด
ส่วนที่เรียกได้ว่าโดดเด่นของ StartX คือ StartX Med ที่เป็นชุมชนที่มุ่งเน้นไปที่การเร่งพัฒนาผู้ประกอบการด้านการแพทย์ชั้นนำของ Stanford ผ่านทางการศึกษา การวิจัยและวิเคราะห์ และการทดลองประสบการณ์
อุตสาหกรรมทางการแพทย์ เป็นอุตสาหกรรมที่มีความจำเพาะ โดยแรกเริ่ม StartX Med ได้รับการพัฒนาโดย Divya Nag ศิษย์เก่าของ StartX ผู้ก่อตั้ง Stem Cell Theranostics และผู้ร่วมก่อตั้ง Andrew Lee โดยแรกเริ่ม ได้มีการพัฒนาแหล่งข้อมูลสำหรับการทดลองทางการแพทย์ ได้แก่ ห้องปฎิบัติการ ห้องทดสอบสัตว์ทดลอง การสร้างศูนย์ให้คำปรึกษาทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีทางการแพทย์และขั้นตอนการอนุมัติจาก FDA ให้กับ บริษัท ทางการแพทย์ โดย มุ่งเน้นไปที่ "การพัฒนาเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพขั้นสูงด้วยการเร่งการพัฒนาผู้ประกอบการด้านการแพทย์ที่มีศักยภาพสูงสุดของสแตนฟอร์ด"
StartX Med กำลังเปลี่ยนแปลงโลกด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์และการทดลองวิจัยเพื่อช่วยชีวิตที่ประสบความสำเร็จรวมถึงค่าเฉลี่ยของการอนุมัติของ FDA มากกว่าหกครั้งต่อปี พันธมิตรทางคลินิกของ บริษัท StartX Med ประกอบด้วยโรงพยาบาลมากกว่า 250 แห่งศูนย์ดูแล 30,000 แห่งแพทย์ 50,000 คนและผู้ป่วย 65 ล้านคนต่อปี
เห็นได้ว่า StartX Med ถือเป็น model ที่น่าสนใจและเป็นแหล่งบ่มเพาะ startup และ medical enterpreneur ที่ประสบความสำเร็จ เราลองมาดู ตัวอย่างของ ผลิตภัณฑ์ทางนวัตกรรมของ StartX Med กัน
Remedly
https://www.remedly.com
Remedly เป็น software ที่มีระบบปฎิบัติการที่จะช่วยจัดการระบบจัดเก็บข้อมูล รวมถึงระบบจัดการ customer management system ที่เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ทำให้การจัดการข้อมูลและการนัดหมายต่าง ๆ สะดวกและรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพมากเขึ้น
นอกเหนือจากระบบในการจัดการระบบและฐานข้อมูลของโรงพยาบาล Remedly ยังขยายระบบให้ครบวงจรด้วย Patient portal ทำให้เพิ่มการเข้าถึงคนไข้และลูกค้าได้ Practice management เป็นระบบจัดการการรักษา นัดหมาย จ่ายยา และติดตามผู้ป่วย Revenue cycle management ระบบจัดการด้านการเงิน และ stock ทำให้บริหารต้นทุนและรายจ่ายได้ง่าย และยังผนวก Marketing และ ระบบ eCommerce เข้าอีกด้วย ทำให้นอกจากให้บริการ แล้วยังมีการจำหน่ายสินค้า online เพื่อเติมเต็มระบบมากยิ่งขึ้น
การทำงานแบบจากหลังบ้านถึงหน้าประตูบ้านของคนไข้ เป็นการ integrate แบบ Full stack ที่แท้ทรูเลย
Link : https://www.remedly.com
Tag.Bio: Your data, Your question
https://tag.bio
เดี๋ยวนี้เป็นดังที่กล่าวไว้ว่า Data มีค่ากว่าทองคำ มันทั้งจริง และไม่จริง จริงหากคนรู้ว่าจะเอา data ไปทำอะไรต่อ เพื่อหาโอกาสใหม่ ๆ โดยเฉพาะการสร้างนวัตกรรมใหม่ ไม่จริง หากรู้ว่ามี data แต่ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
tag.bio เป็นบริษัทที่นำข้อมูลต่าง ๆ จากส่วนประกอบต่าง ๆ ของ ทั้งจากผู้ป่วยและ expert มาประมวลผล โดยมีแนวคิดที่ว่า เมื่อได้ data แล้วนำมา analyze ที่ดีแล้ว จะสามารถมีคำตอบของคำถามต่าง ๆ มากมาย และนั่นก็จะนำไปสู่ new discovery ใหม่ ๆ ตามด้วย solution ใหม่ ๆ ด้วย โดยการทำงาน นั้น เป็นการทำงาน แบบ real time ในแต่ละ team ก็จะมีการ analyze แล้วมีคำตอบใหม่ ๆ ออกมา แล้วก็นำไป share กัน across team ได้ ทำให้ จะได้พัฒนาและค้นพบเรื่อง ใหม่ ๆ เข้าไปอีก โดยกระบวนการทำงาน จะใช้ Process: Data map - Algorhythm - User experience มองไปคล้ายการทำ Lean startup เลยแฮะ และนี่ result ออกมาคงเป็น Fast speed of discovery นะฮะ
Spiral Therapeutics: The new solution for hearing loss
https://www.spiraltx.com/spiral-therapeutics-begins-phase-1-trial-of-hearing-loss-drug/
ข้ามมาฝั่งยารักษาบ้าง แม้ว่า spiral therapeutics จะมียาที่ผลิตเริ่ม clinical trail ที่ phase 1 ก็ตามแต่ว่า ได้ค้นพบปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาใหญ่ที่ยังไม่มี solution ที่ดีพอ
Spiral therapeutics เป็นบริษัทที่คิดค้นยาในการรักษาอาการหูไม่ได้ยิน หรือ หูเสื่อม โดยมุ่งเน้นไปที่ปัญหาหูเสื่อมในผู้สูงอายุที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน ที่อาจเกิดจากปัญหาทางหลอดเลือด หรือ การเสื่อม ตามวัย (degenerative change) โดยที่การรักษาหูเสื่อมที่ไม่ทราบสาเหตุชัดเจนในปัจจุบัน คือการฉีดสเตียรอย แต่ว่า ทำไมไม่ค้นหายาใหม่ ๆ และวิธีการนำยาเข้าช่องหูใหม่ ๆ หละ และนี่ เป็นหมุดหมายของ spiral therapeutics จะทำให้ได้ ต้องอดใจรอกัน
References:
https://www.businesswire.com/news/home/20190924005395/en/StartX-Celebrates-10-Years-Helping-Stanford’s-Top
https://www.dotmed.com/news/story/50535
https://startx.com/med
จะสร้าง Startup Ecosystem ในเมืองของคุณได้อย่างไร?
การเป็น Startup ที่แสนโดดเดี่ยว และไม่มีระบบที่นิเวศน์ที่ดีเพียงพอหล่อเลี้ยง นอกจากจะเหี่ยวเฉาแล้ว โอกาสที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนมันก็ไม่ง่ายนัก และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ Startup Ecosystem สำคัญยิ่งนัก
การที่จะสร้างเมืองของเราให้มี Ecosystem ของ Startup ที่ดี มีขั้นมีตอนที่น่าสนใจ
Adeo Ressi ผู้ประกอบการ startup และนักเขียน Forbs ได้เขียนขั้นตอน “Five steps to build a Startup Ecosystem in your city” ให้เป็นแนวทาง
แต่ก่อนอื่น มาดูกันก่อนว่า เหตุที่ทำให้การทำ startup มันเหลวเป๋ว เสียตังค์กันไป (ทั้งตังค์ของ founder เอง และตังค์ของรัฐบาลผ่านการสนับสนุนต่าง ๆ ด้วย) คืออะไร
ทั้งที่มีความพยายามของแหล่งทุนรัฐบาลที่ทั้ง นั่งยัน ตอนยัน เข็ญการทำ startup ผ่านนโยบาย โปรแกรมต่าง ๆ แต่ว่า ลักษณะของการให้ทุนต่าง ๆ ที่ seed เข้ามานั้นยังเป็นลักษณะ Top down เป็นหลักใหญ่ กล่าวคือ มี grant funding มา แล้วก็ให้แต่ละทีมเข้ามา pitch ดู แต่ปรากฎว่า คณะกรรมการ ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่า ทีมนั้น มีการทำ product market fit จริง ๆ หรือเปล่า และ ผ่านการ valudate customer แค่ไหน จึงทำให้ startup นั้นโผล่ ๆ มาแล้วก็หายไป และอีกส่วนหนึ่งคือ Ecosystem ที่ถูกสร้างขึ้น ไม่แข็งแรงพอที่จะ support นั่นเอง
มาดู 5 ข้อที่ Adeo Ressi แนะนำกัน
Start with a Collaborative Mentality หรือการสร้างความสัมพันธ์
ก่อนอื่น ต้องทราบก่อนว่า startup ต้องเลิกคิดว่า ไอเดียของฉันออกไป เดี๋ยวมีคนมาลอกนะเฟ้ย และเลิกคิดถึงการแข่งขันคือการแบ่ง pie ก้อนเดียว แต่จริง ๆ แล้วมันคือการขยายตลาดที่เติบโตไปด้วยกัน หรือว่า make the pie bigger for all. ดังนั้น การมีปัจจัยเกื้อหนุนอย่างจริงจัง ได้แก่
A.ต้องไม่โตไปในแบบที่มีคนคุ้มประตู gate keeper ในแนวดิ่ง
B. ต้องประกอบไปด้วย คนที่เชี่ยวชาญจากหลากหลายแขนง หลายกลุ่ม
C. มี startup mentor ที่จะช่วยผู้ประกอบการหลากหลายโปรแกรม
D. แชร์ idea กัน
จำไว้
“Remember: the definition of an ecosystem is "a group of interconnected elements, formed by the interaction of a community of organisms with their environments." Startup ecosystems that operate with a "me-first" mentality die, and they die quickly”
2. เขียนแผนที่ของตลาดพื้นที่ Map the local market
เราต้อง list startup, event, ecosystem, networking event, professional network, accelerators and incubators, educational institutions, government organizations, and more
การทำ สามารถทำผ่าน Startup Ecosystem Canvas
3. ร่วมพบปะเครือข่าย Gather the network
ขั้นตอนนี้สำคัญ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้รู้จัก แลกเปลี่ยน idea อาจเป็นงาน Boot Camp, Startup Founder 101, Meet up ก็ได้ เป้าหมายคือ มีการพบปะในบรรยากาศที่ low pressure , open environment และสร้าง connection และมีแรงบันดาลใจ
>> https://www.meetup.com
4. ทำงานร่วมกับรัฐบาลของคุณ Work with your government
แม้ว่า การพัฒนา startup เป็นเรื่องที่คุณจะต้องลอง test market และสร้างทีมของคุณ ผ่านกระบวนการซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ รัฐบาล สามารถเข้ามาช่วย เมื่อ ระบบนิเวศน์ ได้เริ่มมีการ seed แล้ว และเริ่มก่อตัวที่เข้มแข็งขึ้น การทำความรู้จัก หอการค้า การเชิญรัฐบาลเข้าร่วม และการขยายเครือข่ายในระดับที่สูงกว่า
5. มีความซื่อตรงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น Stay honest
จงมีความซื่อตรง การสร้าง startup กล้าพูด กล่าวตรงไปตรงมา วัดผลกันด้วย metrics และ กรณีที่ผลลัพย์มันยังไม่ได้เรื่องละก็ ต้องวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ถึงเหตุที่ทำให้แย่ ในการวิจารณ์และแนะนำ ต้องใช้กฎ “No 3’s allow” กล่าวคือหากมี คะแนน 1-5 ละก็ ไม่มีคำว่าพอใช้ มีแต่ ดี กับ ไม่ดี เพื่อความชัดเจน
Reference: https://www.forbes.com/sites/adeoressi/2017/02/16/five-steps-to-build-a-startup-ecosystem-in-your-city/#435e3be552aa
Feyman Method การทำให้เข้าใจอะไรถ่องแท้
เข้าใจอะไรยากไหม
ถ้าใช่ มีเทคนิคมาสอนครับ
เทคนี้ นำมาจาก Feynman นักฟิสิกส์ชื่อดัง
เรียกว่า "The Great Explainer"
1. เลือกหัวข้อที่คุณต้องการเรียนรู้แล้วให้จดโน๊ตสิ่งที่คุณอ่านมาและต้องการจะเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งนั้นทั้งหมดลงใน notebook page
2. แกล้งลองทำว่าสอนนักเรียน หรือ คนอื่นๆ ในห้องเรียน โดยต้องอธิบายด้วยคำอธิบายและหากทางในการทำให้มันง่ายที่สุด
3. เมื่อรู้สึกว่าติดขัด ให้กลับไปอ่าน notebook ที่คุณเขียนขึ้น อีกรอบ อ่านจนกว่าจะเข้าใจว่า คุณสามารถนำไปอธิบายได้
4. นำไปอธิบายอีกทีด้วยคำอธิบายที่เรียบง่ายหรือใช้คำอุปมาอุปไมย หรืออธิบายโดยใช้เหตุการณ์เทียบเคียง
ขั้นตอนเหล่านี้จะทำให้คุณเข้าใจอะไรต่าง ๆ อย่างถ่องแท้และง่ายขึ้น
เด็กติดเกมส์ มันน่ากลัวจริงหรือ ?
เป็นที่ถกเถียงกันถึงข้อดีข้อเสียของการเล่นเกมส์ในยุคที่เด็กอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มากกว่าการไปอยู่บน play ground และสิ่งที่เป็นกังวลไปกว่าการเกิด physical inactivity หรือการที่ร่างกายไม่ได้ออกกำลังเลยนั่นก็คือสุขภาพจิตและการเข้าสังคม
เอาหละ มาดูงานวิจัยกัน
Colder Carras, a postdoctoral fellow in the Bloomberg School of Public Health’s Department of Mental Health ได้ศึกษาเด็กในกลุ่มที่เล่นเกมส์อย่างหนักหน่วง แต่เป็นการเล่นเกมส์ที่มี online social interaction หรือ เกมส์ที่มีการปฎิสัมพันธ์ทางสังคม ที่เรียกว่า “engaged gamers” ว่ากลุ่มนี้จะมีปัญหาทางด้านจิตใจหรือไม่
Colder ได้วิเคราะห์ข้อมูลในช่วงปี คศ. 2009-2012 จาก data จากวัยรุ่น 10,000 ใน Netherlands. โดยผลงานวิจัยได้บ่งชี้ว่า แม้กระทั่งผู้ที่ติดเกมส์อย่างจริงจัง (เล่นเกมส์ > 4 ชม ต่อวัน) ก็ไม่ได้รู้สึกว่าโดดเดี่ยวแต่อย่างใด และก็ไม่ได้มีภาวะเครียดมากกว่าคนทั่วไปหากได้เล่นเกมส์ที่มี social engagement หรือ เกมส์ที่มีปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ แม้ว่า เด็กกลุ่มนี้จะมีความมั่นใจในตัวเองลดลงไปบ้าง
จากงานวิจัยจะเห็นได้ว่า การเล่นเกมส์ ขนิด social engagement ก็ไม่ได้ทำให้กำลังทำให้รู้สึกว่าเกิดการติดเกมส์ แต่ หากจะบอกว่า อยากจะปฎิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ นั่นก็เป็นการอยากปฎิสัมพันธ์ตามธรรมชาติ ที่สำคัญ การที่สังคมกลัวกันว่า จะทำให้เกิดความโดดเดี่ยว มันไม่เป็นความจริง เพราะการโดดเดี่ยวที่นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า แทบไม่ได้เกิดเลยในกลุ่มนี้
ใช่ละ การเล่นเกมส์ มันไม่ได้ต่างอะไรกับการไปกินข้าวบ้านเพื่อน ไปทำการบ้านร่วมกัน หรือพูดคุยกันอย่างออกรด ออกชาด เพียงแต่ media หรือ ตัวนำสัญญาณมันเปลี่ยนไป จากการมองเห็นผ่านอากาศ ต่อหน้า เป็นการมองเห็นและพูดคุยผ่านสืออีกแบบเท่านั้นเอง “
"ในปัจจุบัน เมื่อเราพูดถึงเด็กที่เล่นเกมส์เป็นบ้าเป็นหลัง ก็จะเกิดความกังวลเป็นอย่างมาก แต่ในทางกลับกัน เมื่อพูดถึง ติดการดู TV กลับไม่ได้มีความกังวลอะไรมากนัก นั่นเพราะ การเคยชินกับ technology ที่พัฒนามาเป็นระยะเวลาสักพักหนึ่งเท่านั้น นั่นก็ทำให้การติดเกมส์เป็นเหมือนตราบาป ที่ทำให้เด็กคนนั้นมีปมด้อย" Colder กล่าว
และแม้แต่ในองค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO) ก็ยังบรรจุ ภาวะติดเกมส์ หรือ การเล่นเกมส์อย่างหนักหน่วง ว่าเป็นโรคหนึ่ง ที่เรียกว่า internet gaming disorder ซึ่งเหมือนกับการติดยาเสพติดเลย แต่นั่นก็ต้องมาพิจารณาว่า เด็กที่เล่นเกมส์มากนั้น มีภาวะที่ผิดปกติทางจิตหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว มันไม่ใช่เลย
พ่อแม่ มักจะมีการจำกัด ชั่วโมงในการเล่นเกมส์ เพื่อที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม หรือ กลัวที่จะเกิดพฤติกรรมที่เป็นเหมือนตราบาปของสังคม ซึ่ง นั่นอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าของพ่อแม่ ที่มีพฤติกรรมในการจำกัดมากเกินไปหรือไม่ ? และนำไปสู่ปัญหาใหม่ที่เกิดจากการยับยั้งให้เด็กไม่มีทางระบายและการ support จากสังคม online
ในสังคมหลายประเทศ เริ่มเปลี่ยนแนวคิดว่า การเล่นเกมส์ อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นตราบาป หรือสิ่งต้องห้ามอีกต่อไป เมื่อการเล่นเกมส์ มันเป็นการเปลี่ยนวิธีการเข้าสังคมที่เกิดขึ้นตามกระแสของโลกาภิวัฒน์เท่านั้น
ABOUT THIS NEUROSCIENCE RESEARCH ARTICLE
Source: Christina Cooke – Johns Hopkins University
Image Source: NeuroscienceNews.com image is in the public domain.
Original Research: Abstract for “Video gaming in a hyperconnected world: A cross-sectional study of heavy gaming, problematic gaming symptoms, and online socializing in adolescents” by Michelle Colder Carras, Antonius J. Van Rooij, Dike Van de Mheen, Rashelle Musci, Qian-Li Xue, and Tamar Mendelson in Computers in Human Behavior. Published online MArch 30 2017 doi:10.1016/j.chb.2016.11.060
อ่านจาก screen บน tablet vs อ่านจากหนังสือจริง : ความแตกต่างของการทำงานของสมอง
วันนี้โลกเปลี่ยนไปมาก มันคงเปลี่ยนไปตั้งแต่ยุคที่เริ่มมี internet และเริ่มมี mobile device ที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลง่ายแบบพลิกผ่ามือจริง ๆ เรียกว่าพอหยิบมือถือ อยากอ่านข้อมูลอะไรก็ search เลย และมันก็เลยไปจนถึงการอ่าน content หนังสือบนหน้าจอ tablet
คำถามหลายคำถามที่ทุกคนควรรู้ โดยเฉพาะเราที่เสพข้อมูล เราที่มีลูก หลานที่อ่านข้อมูลใน tablet เป็นกิจวัตรแทบจะแทนที่หนังสือกันเสียแล้ว
1. การอ่านบนหน้าจอ screen ให้ผลต่างจากการอ่านบนหนังสือจริง ๆ หรือไม่
2. การอ่านหน้าจอ screen จะทำให้มนุษย์เราเปลี่ยนวิถีและวิธีในการอ่านแบบดั้งเดิมหรือไม่
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 แล้วที่มีผู้ศึกษาที่มาจากศาสตร์ด้านจิตวิทยา วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูล บรรณารักษ์ สนใจในการหาคำตอบของความแตกต่าง ผลที่ได้ และผลกระทบของการอ่านจากหนังสือและการอ่านจากหน้าจอ tablet ซึ่งเห็นได้จากมีผลงานตีพิมพ์กว่า 100 ฉบับ ซึ่งอาจจะสรุปจากงานต่างๆ ได้โดยง่ายว่า การอ่านหนังสือผ่านหน้าจอ screen จะทำให้ อ่านได้ช้า แม่นยำน้อย และ ไม่เป็นที่ตอบสนองในทักษะการอ่านของเราอย่างแท้จริง แต่นั่นก็ยังสวนทางกับเปอร์เซนของการอ่านบน จอ screen ที่มีจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ
ความแตกต่างของการอ่านจากหนังสือและจอ screen มีให้เห็นเป็นประจักษ์จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และประสาทวิทยาสมอง หลายด้านดังนี้
1. Navigating textual landscape (ความแตกต่างในการสร้างแผนที่นำทางในสมอง)
สมองคนเราทำงานอย่างไรเมื่ออ่านหนังสือ ? สมองของมนุษย์ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อ่านหนังสือ แต่ในวิวัฒนาการอันยาวนาน มันถูกออกแบบมาให้มองและแปลภาพวัตถุ ดังนั้น ในระยะแรกเริ่มการประดิษฐ์ตัวอักษร (ยกตัวอย่าง อักษรดั้งเดิม "Sumarian cuneiform" ซึ่งจะมีรูปร่างลักษณะสิ่งของต่าง ๆ เช่น หัวคน ปลา ต้นไม้ เป็นต้น
เมื่ออ่านหนังสือ สมองจะรับรู้การอ่านตัวอักษรเป็นแบบ "physical landscape" หรือ เป็นแบบแผนที่ที่จับต้องได้ ซึ่งอาจเปรียบได้กับการเดินทางปีนเขา ที่จะมีการประมวลเส้นทาง ระยะ การเดินผ่าน และการก้าวย่างมองหลังและหน้าตลอดระยะทางที่ทำการเดินทาง นันเปรียบเหมือนการอ่านหนังสือที่จะมีการวางตำแหน่งของข้อมูลที่เราจะอ่าน มองเห็นหน้า ซ้ายและขวา มุมที้ง 8 ของหนังสือ ผู้อ่านสามารถเพ่งไปที่ข้อมูลที่สนใจโดยไม่สูญเสียการสังเกตไปยังข้อมูลแวดล้อม การพลิกไปทีละหน้าจะเปรียบเสมือนการก้าวย่างผ่านข้อมูลที่ได้รับรู้ไปแล้ว ไปยังข้อมูลถัดไป มันได้ย้ำให้เรารู้ว่า เราได้ก้าวย่างมาไกลแค่ไหนแล้ว
ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้การอ่านหนังสือ สามารถจะประมวลผลได้ดี ความจำแม่นยำ เสมือนการสร้าง "Mental map" หรือ "แผนที่ในสมอง" ซึ่งจะแตกต่าง จากการอ่านจาก screen ที่มีข้อจำกัดในการมองย้อน การประมวลผลโดยรวม และมันก็ส่งผลต่อความจำ
Anne Megan จาก University of Stanranger ได้ทดสอบเทียบนักศึกษา 2 กลุ่มที่ให้อ่านตัวหนังสือบน screen และ ตัวหนังสือจากหนังสือจริง เป็นจำนวน 1500 คำ พบว่า กลุ่มที่อ่านจากหนังสือจริง สามารถทำข้อสอบที่เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านได้ดีกว่า นั่นทำให้เห็นว่า หากต้องการจดจำและทำข้อสอบให้ดี การอ่านหนังสือบน screen ไม่ใช่ทางออกที่ดีมากนัก
2. Sensory and tactile experience
การรู้สึกถึงสิ่งที่สัมผัสว่ามีอยู่จริง มีความสำคัญกว่า ที่เราคิดมากนัก ตัวหนังสือกระด้างบน screen ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่จริง และไม่เป็นเจ้าของข้อมูลดังกล่าว ส่วนตัวหนังสือที่พิมพ์บนกระดาษ เราสัมผัสกระดาษและตัวหนังสือที่ถูกพิมพ์ลงบนกระดาษที่แบนราบ กลิ่นหมีก เราสามารถพับงอกระดาษ และพลิกได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว การได้ยินเสียงพลิกกระดาษจากโสตประสาทหูเป็นการกระตุ้นประบบประสาทรับความรู้สึกด้านต่าง ๆ (multisensory stimulation) ทำให้การรับรู้ อารมณ์และความจำดีขึ้น มันเป็น sense of reality อย่างแท้จริง
3. Exhaustive reading
นักจิตวิทยา ได้ให้เหตุผลของการจำข้อมูลใน paper และ screen 2 ประการ
- remembering something -> หมายถึงการรับรู้ และจำข้อมูลในรายละเอียดของข้อมูลซึ่งได้แก่ Where, when, how
- knowing something -> เป็นการรับรู้ข้อมูลที่รับรู้และรู้สึกได้ว่าจริงโดยไม่ต้องใช้ความจดจ่อในการจำมากนัก และการจดจำข้อมูลแบบนี้ จะติดทนนานไปกว่าแบบ remembering s.th เสียอีก
การอ่านบน screen ยังทำให้การอ่านมีความเหนื่อยล้ามาก เพราะจะต้องถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปยังการค้นหา การให้ scroll การขยายตัวอักษร อีก ทำให้เกิดปัญหา หากมีอ่านข้อมูลเป็นประจำ อาจทำให้มีปัญหากับการจดจ่อได้
ทั้งที่กล่าวมา ไม่ใช้ว่า การอ่านข้อมูลบนหน้าจอ computer หรือ smart phone จะได้ดี เพราะการ generate content ที่เคลื่อนไหวได้ การอ่านข้อมูลที่เป็นบทความสั้น ๆ ก็เป็นประโยชน์ในการเสริมข้อมูลจากการอ่านหนังสือหลักได้เป็นอย่างดี เพราะอย่างไรคนเราก็คงหนี trend ไม่พ้น
บทความแปลและแก้ไข จาก Scientific American: The reading Brain in the Digital Age: the Science of Paper versus Screen 2013 by Ferris Jabr
Medical museum in Budapest
ไปประเทศอะไร เป็นแพทย์ก็อย่าลืม ไป visit Medical museum หรือ Hospital ให้ได้
ที่ Budapest ที่ Medical museum 2 ที่ ที่นี่ Semmelweis Medical museum เป็นที่หนึ่ง ที่แพทย์เจ้าของ คิดค้นเครื่อง X-ray และชอบสะสมอุปกรณ์แพทย์มาก
ประวัติแพทย์ สอนให้เรารู้ว่า สิ่งต่างๆ เปลี่ยนตามกาลเวลา รวมถึงความรู้ด้วย เรียนรู้ว่า ทำประโยชน์ อันใดไว้ ตัวตายแต่ประวัติไม่เคยจาง เรียนรู้ว่า วันนี้คือ อดีตของพรุ่งนี้ และเรียนรู้ความเป็น professionalism ของแพทย์เป็นเช่นไร
ด้วยความทรงจำอันพริ้วไหว - Alzheimer and dancing memory
Rodolphe Fouillot เป็นนักเต้น ได้อุทิศเวลาให้กับกิจกรรมและโปรเจคทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย
เค้าได้ใช้เวลาไปโรงพยาบาลเพื่อทำ project workshop การเต้นสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ที่บ้านพักคนชรา Sainte-Anne d'Auray Châtillon ในประเทศ ฝรั่งเศษ
โรคอัลไซเมอร์ สมองของคนป่วยจะเสื่อมสภาพลำ้หน้าเดินกว่าวัยที่ควรจะเป็น สมองในส่วนของความจำและวงจรของมันที่เรียกว่า Papez circuit (วงจรของปาเปซ) ที่ทำหน้าที่เสมือนกล่องเก็บความจำจะเป็นส่วนที่เสื่อมสภาพเป็นอันดับแรกเป็นเหตุให้ความจำสูญเสียไปก่อน จากนั้นส่วนเปลือกสมอง cortex จะเสื่อมตามมา
เป็นที่น่าสนใจว่า แม้ความจำระยะสั้นจะหลงลืมไป แต่ความจำในสมองส่วนลึกและดั้งเดิมจะยังถูกเก็บรักษาอยู่ และสมองส่วนนี้ มันเก็บอารมณ์ ความรู้สึก เสียงเพลง รวมถึงจังหวะและ ดนตรีที่ชอบ
Rodolphe Fouillot นำเสรอการเต้นตามจังหวะเพลง และการแสดงอันน่าสนุก ไปใช้รักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ จังหวะการเต้น จะเร้าร่างกายให้เต้นไปตามจังหวะเพลงและมันก็ส่งผลดีเหมือนการออกกำลังกาย นอกจากนี้ เนื่องจากสมองมันมีการติดต่อ เชื่อมโยงกัน อย่างแยกเป็นส่วนหนึ่งไม่ได้ จังหวะและการกระตุ้นสมองส่วนลึก จึงเชื่อมไปกระตุ้นความจำที่สูญเสียไปอีกด้วย
Rodolphe Fouillot, danseur et chorégraphe professionnel, s'investit depuis longtemps dans des projets culturels variés. Pendant un an, dans le cadre d'ateliers danse, il s'est rendu à l'EHPAD Sainte-Anne d'Auray de Châtillon (92) afin de chorégraphier une pièce pour personnes âgées. Lire l'interview : http://maladiealzheimer.fr/actualites.html#52
http://www.rodolphefouillot.com