• home
  • project and work
    • MEDCHIC and SMID
    • SmileMigraine
    • Creative project
    • TEDx Chiangmai
    • ChivaCare
    • Headache Leader
    • JW Herbal
  • bog bog - the ideas blog
  • Video
  • Event/Talk/Award
  • biography
  • contact
  • Menu

surat tanprawate

M.D.
  • home
  • project and work
    • MEDCHIC and SMID
    • SmileMigraine
    • Creative project
    • TEDx Chiangmai
    • ChivaCare
    • Headache Leader
    • JW Herbal
  • bog bog - the ideas blog
  • Video
  • Event/Talk/Award
  • biography
  • contact
surat tanprawate
M.D.

The power of Story Telling พลังแห่งการเล่าเรื่อง

Added on February 22, 2026 by Surattanprawate.

เราต่างทราบ ในการสื่อสารนั้นการเล่าเรื่องเป็นอะไร ที่ทรงพลังขนาดไหน อาจจะด้วยจากว่าคนเรานั้นการสื่อสารถือเป็นวิวัฒนาการที่จะทำให้ ชีวิตอยู่รอด

ดังนั้นการเล่าเรื่องคือการติดต่อสื่อสารที่ทำให้สร้างเรื่องราวและข่าวสารทั้งหมด ส่งผ่าต่อไปในเผาพันธุ์ได้

ในปัจจุบันแม้ว่าโลกจะทันสมัยไปแค่ไหนก็ตาม แต่การเล่าเรื่องก็ยังติดตรึง อยู่ในสมองและมีส่วนสำคัญกับการดำรงชีวิต

เรามาฟังวิธีการวางโครงเรื่องของการสื่อสารที่มีพลังงานกันเถอะ

การวางโครงเรื่องให้ทรงพลังสูงสุด

เรื่องเล่าที่ทรงพลัง ไม่ได้ต้องการแค่จุดเริ่มต้น กลางเรื่อง และตอนจบเท่านั้นนะครับ

แต่ต้องมี “แรงตึง” และ “การคลี่คลาย” ที่เป็นหัวใจของการลุ่นและความสุขเมื่อเรื่องนั้นคลี่คลายแล้วม

โครงสร้างแบบง่าย “สามองก์” (Three-Act Arc)

  1. The context บริบท (โลกเดิมของคุณ)

เล่าสั้นๆ ว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์นั้น ชีวิตหรือสถานการณ์ของคุณเป็นอย่างไร

ตัวอย่าง: “ฉันเป็นคนสมบูรณ์แบบที่ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร”

2. The conflict ความขัดแย้ง (เหตุการณ์ที่เปลี่ยนทุกอย่าง)

อะไรเกิดขึ้นจนทำให้โลกใบนั้นสั่นคลอน?

นี่คือจุดที่ความตึงเครียดอยู่

ตัวอย่าง: “โปรเจกต์กำลังจะล้มเหลว และฉันกำลังจมอยู่กับภาระงานมหาศาล”

3. The change การเปลี่ยนแปลง (โลกใหม่ของคุณ)

ตอนนี้คุณเปลี่ยนไปอย่างไร?

นี่คือ “บทเรียน” หรือ “ข้อคิด” ที่ได้จากเรื่องนั้น

ตัวอย่าง: “ตอนนี้ ฉันเป็นผู้นำด้วยการให้อำนาจทีม แทนที่จะควบคุมทุกอย่างเอง”

3. วิธีเล่าให้ดี

เมื่อมีโครงสร้างแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ “วิธีเล่า”

ทำอย่างไรให้คนฟังรู้สึกเหมือนได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย

  • เริ่มตรงจุดเกิดเหตุ
    ข้ามบทนำยืดยาวไปได้เลย เริ่มตรงจังหวะที่ปัญหาเกิดขึ้น
    แทนที่จะพูดว่า “ฉันเกิดที่…”
    ลองเป็น “น้ำกำลังเอ่อขึ้นมา และฉันหากุญแจรถไม่เจอ”

  • ใช้รายละเอียดที่สัมผัสได้
    อย่าบอกแค่ว่า “มันหนาว”
    ให้บอกว่า “ลมพัดใส่หน้าเหมือนโดนตบ”
    ความเฉพาะเจาะจงจะสร้าง “ภาพยนตร์ในหัว” ให้คนฟัง

  • เน้นสิ่งที่เป็นเดิมพัน (Stakes)
    บอกให้ชัดว่าคุณเสี่ยงจะเสียอะไร
    ถ้าไม่มีอะไรให้เสีย คนฟังก็ไม่มีเหตุผลจะเอนตัวเข้ามาฟังต่อ

  • ฝึกใช้ ‘จังหวะหยุด’
    โดยเฉพาะเวลาเล่าแบบพูด การเว้นจังหวะคือเครื่องมือสำคัญ
    หยุดก่อนจะเฉลยเรื่องใหญ่
    หรือหยุดหลังประโยคที่สะเทือนใจ
    ปล่อยให้ความหมายตกตะกอนสักครู่

4. กฎทอง: ความเปราะบางสำคัญกว่าความโอ่อ่า

ผู้คนไม่ได้เชื่อมโยงกับเรื่อง “ฉันชนะอย่างไร”

มากเท่ากับเรื่อง “ฉันล้มแล้วลุกอย่างไร”

เรื่องเล่าที่คุณเป็นฮีโร่สมบูรณ์แบบ

อาจฟังดูเหมือนการโอ้อวด

แต่เรื่องเล่าที่คุณเป็นมนุษย์ธรรมดา

พยายามอย่างดีที่สุด

จะกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคุณกับผู้ฟัง

In Innovation, Marketing, Psychology, Business, Person Tags storytelling, innovation
Older: The Millionaire Fastlane: เปลี่ยนเลน เปลี่ยนชีวิต จากลูกจ้างสู่เจ้าของระบบ →
Back to Top