• home
  • project and work
    • MEDCHIC and SMID
    • SmileMigraine
    • Creative project
    • TEDx Chiangmai
    • ChivaCare
    • Headache Leader
    • JW Herbal
  • bog bog - the ideas blog
  • Video
  • Event/Talk/Award
  • biography
  • contact
  • Menu

surat tanprawate

M.D.
  • home
  • project and work
    • MEDCHIC and SMID
    • SmileMigraine
    • Creative project
    • TEDx Chiangmai
    • ChivaCare
    • Headache Leader
    • JW Herbal
  • bog bog - the ideas blog
  • Video
  • Event/Talk/Award
  • biography
  • contact
surat tanprawate
M.D.

ฟองสบู่ AI – การพองตัวของ AI ที่รอวันระเบิด

Added on August 21, 2025 by Surattanprawate.

ในงานสัมนา AI Sam Altman ซีอีโอผู้กุมบังเหียน OpenAI กล่าวเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ล่าสุดของเขาว่าเป็น “Death Star” – ป้อมปราการที่ทรงพลังของจักรวรรดิใน Star Wars – นี่คือ “สัญญาณเตือน” แห่งอภิมหาความหวังที่กำลังขยายตัว อย่างไม่มีขอบเขต

AI กลายเป็นดั่งพระเจ้าองค์ใหม่ของศตวรรษที่ 21 ซึ่งใครๆ ก็เชื่อว่าจะเสกเงินตรา งาน และอำนาจให้กับผู้ที่เข้าใจมันก่อน เหมือนที่ครั้งหนึ่งมนุษย์เคยเชื่อในทองคำ น้ำมัน หรือบล็อกเชน หากแต่เบื้องหลังพลังนั้น กลับอาจแฝงไว้ด้วย “ฟองสบู่” ที่กำลังพองตัวใหญ่ขึ้นทุกขณะ และกำลังรอวันที่ “จิตวิญญาณแห่งความคาดหวัง” จะระเบิดตัวเองออกมาจนผู้คนสับสนว่า แท้จริงแล้วเราได้อะไรมาบ้างจากความฝันเหล่านั้น และนั่นคือจุดของการเกิด AI bubble หรือ ฟองสบู่ AI

AI Bubble คืออะไร – ฟองสบู่เทคโนโลยีกับความลวงที่ห่อหุ้มด้วยความหวัง

คำว่า “ฟองสบู่” หรือ bubble ในเศรษฐศาสตร์ หมายถึง สภาวะที่ราคาของทรัพย์สินหรือการลงทุนเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผลจากปัจจัยพื้นฐานมีการเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่รวดเร็วจนแทบจะไร้ขอบเขต พองออก พองออก จนถึงจุดหนึ่งผู้คนตระหนักว่าค่าแท้จริงไม่ได้รองรับมูลค่านั้น ฟองสบู่ก็จะแตก ส่งผลให้ราคาตกฮวบ ผู้คนสูญเสียเงิน ความเชื่อมั่น และโอกาสในอนาคต

ในกรณีของ AI bubble มันไม่ใช่แค่ราคาหุ้นที่พุ่งสูง แต่หมายถึง “การคาดหวังทางเทคโนโลยี” และการขยายตัวของ “จำนวนผลิตภัณฑ์” ที่เกินจากขอบเขตของศักยภาพจริง เช่น การเชื่อว่า AI จะมาแทนที่ทุกอาชีพ แก้ปัญหาทุกอย่าง เพิ่มประสิทธิภาพทุกระบบโดยไร้ข้อจำกัด แล้วจำนวน AI ที่จะตอบโจทย์ปัญหาต่างๆ ก็ถาโถมเข้ามา

ความคล้ายคลึงกับฟองสบู่ดอตคอม

หากย้อนกลับไปในยุคปลาย 1990 เราจะพบว่าฟองสบู่ดอตคอม (Dot-com bubble) ก็เริ่มต้นจากความหวังเช่นเดียวกัน – อินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนโลก! นักลงทุนพากันใส่เงินเข้าไปในบริษัทที่มีแค่ .com ต่อท้ายชื่อ โดยไม่ตรวจสอบว่าบริษัทนั้นทำอะไร มีรายได้จริงหรือไม่ ผลก็คือ บริษัทจำนวนมากล้มละลาย ผู้คนนับไม่ถ้วนสูญเสียทรัพย์สิน แต่ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น ก็มี Amazon, Google, และ Apple รอดชีวิต พร้อมเติบโตจนกลายเป็น “ยักษ์ใหญ่” ในเวลาต่อมา

ในปัจจุบัน บริษัทที่ได้รับแรงขับเคลื่อนจากกระแส AI เช่น Nvidia, Microsoft, Meta, Alphabet, Apple และ Tesla กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของความมั่งคั่งในตลาดทุน มากกว่าหนึ่งในสามของมูลค่าตลาด S&P 500 มาจากบริษัทเหล่านี้ เรียกกันว่า “Magnificent Seven” แต่มูลค่าเหล่านี้สะท้อนศักยภาพจริง หรือเป็นเพียงราคาที่ขับเคลื่อนโดยความคาดหวัง?

สัญญาณเตือนจาก Sam Altman “ฟองสบู่ AI กำลังก่อตัว”

Sam Altman กล่าวไว้ในการให้สัมภาษณ์ว่า

“เมื่อมีความจริงบางประการ เช่น AI เปลี่ยนโลกได้ ผู้คนที่ฉลาดก็มักจะตื่นเต้นเกินไป… แล้วฟองสบู่ก็เริ่มต้น”

เขาไม่ใช่คนเดียวที่มองเห็นเส้นขอบฟ้าของอันตรายนี้ Dario Amodei จาก Anthropic ก็เชื่อว่า AGI ใกล้มาถึงแล้ว ทำให้เม็ดเงินลงทุนหลั่งไหลเข้าสู่บริษัท AI โดยเฉพาะกลุ่ม Foundation Models อย่าง OpenAI, Google DeepMind, Mistral, Meta Llama และ xAI ของ Elon Musk

แต่คำถามก็คือ: ใครได้ประโยชน์? ใครกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง?

ความมั่งคั่งที่ “กองรวมอยู่ในไม่กี่มือ”

ฟองสบู่ AI แตกต่างจากดอตคอมในแง่ที่ว่า แทนที่ความมั่งคั่งจะกระจายไปยังสตาร์ทอัพหลายร้อยเจ้า กลับกลายเป็นว่าเงินทุนกำลังกองรวมอยู่ในมือของไม่กี่บริษัทระดับโลก โดยที่ผู้ก่อตั้งบริษัทเหล่านี้กลายเป็นมหาเศรษฐีภายในไม่กี่ปี ทั้งที่ยังไม่เคยเข้าตลาดหุ้นเลยด้วยซ้ำ

บริษัทอย่าง OpenAI, Anthropic, Mistral ยังไม่ถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากตลาดสาธารณะ แต่ก็มีมูลค่าประเมินสูงระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์

Steve Lucas ซีอีโอของ Boomi ได้ออกมาเตือนถึงภัยเงียบของระบบ Model Context Protocol (MCP) ซึ่งเป็นมาตรฐานเชื่อมต่อโมเดล AI เข้ากับแหล่งข้อมูลภายนอกอย่างเปิดเผย ว่า…

“ถ้าคุณเปิดระบบให้ AI มองเห็นกระบวนการทำงานของคุณ มันสามารถเรียนรู้และย้อนกลับทุกฟังก์ชันของแอปพลิเคชันคุณได้เลย”
— นี่ไม่ใช่แค่การให้ AI ช่วย แต่คือการ “มอบตัว” ให้กับอำนาจที่ใหญ่กว่ามนุษย์

ระบบอย่างนี้ หากไม่มีการควบคุม อาจทำให้ LLMs (Large Language Models) กลายเป็น "User Interface สำหรับทุกสิ่ง" แทนที่มนุษย์จะควบคุมเทคโนโลยี เราอาจกลายเป็นเพียงผู้ใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มของกลุ่มทุนไม่กี่ราย

AI Bubble กับผลกระทบต่อโลกและสังคมไทย

สำหรับเศรษฐกิจโลก

  • มูลค่าการลงทุนด้าน AI กำลังสูงกว่าผลตอบแทนจริงที่วัดได้จากการเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ของแรงงาน

  • ศูนย์วิจัย MIT ระบุว่าองค์กรส่วนใหญ่ที่ทดลองนำ AI ไปใช้งาน ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

  • หากฟองสบู่แตก อาจนำไปสู่การล้มละลายของบริษัทด้านคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และสตาร์ทอัพขนาดกลางอีกจำนวนมาก

สำหรับประเทศไทย

ประเทศไทยยังอยู่ในสถานะ "ผู้บริโภค AI" มากกว่า "ผู้พัฒนา AI" ดังนั้นเมื่อกระแส hype ลดลง อาจส่งผลให้การลงทุนจากต่างประเทศชะลอตัว ธุรกิจที่วิ่งตามกระแสอาจล้มได้

คำถามสำคัญคือ เราควร “พึ่ง” หรือ “ปรับใช้” AI ให้สอดคล้องกับบริบทของเรา?

จากบทความนี้ ขอฝากบทเรียนเชิงลึก 5 ประการ เพื่อให้เราใช้ AI อย่างมีสติ:

1. อย่าใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างฝัน แต่ให้มันเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ความจริง

เมื่อเรามอง AI ด้วยสายตาที่เป็นกลาง เราจะรู้ว่า มันคืออุปกรณ์ทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่นักปรัชญาหรือผู้รอบรู้ที่เข้าใจโลกแบบมนุษย์

2. “ฟองสบู่” มักถูกสร้างโดยอัตตา ไม่ใช่ปัญญา

คนที่มั่นใจเกินไปมักสร้างคำพูดว่า “นี่คือสิ่งที่จะเปลี่ยนโลก” แต่โลกเคยเปลี่ยนมาแล้วหลายครั้ง โดยไม่ต้องมีใครประกาศ

3. วิกฤตไม่เคยเกิดจากเทคโนโลยี แต่มักเกิดจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี

เมื่อผู้บริหารหรือสังคมไม่เข้าใจขีดจำกัดของ AI แล้วนำไปใช้โดยไม่วางแผนให้ดี วิกฤตจึงบังเกิด ไม่ใช่จาก AI แต่จาก “การใช้ AI แบบขาดดุลปัญญา”

4. ยิ่งเก่งเท่าไหร่ ยิ่งต้องระวังว่าตนเองกำลัง “หลงผิด”

Sam Altman อาจเป็นอัจฉริยะ แต่เขาเองก็เตือนว่าคนเก่งๆ มักตื่นเต้นเกินเหตุ เพราะสมองที่วิเคราะห์เร็ว ก็เชื่อเร็ว และพลาดเร็ว

5. อนาคตของเทคโนโลยี อยู่ที่การศึกษาของปัจเจก ไม่ใช่การซื้อหุ้น

การเตรียมคนไทยให้มี “ภูมิคุ้มกัน AI” ต้องเริ่มจากห้องเรียน ไม่ใช่ในสนามเทรดเงินคริปโต เราต้องสอนให้เด็กถามคำถามก่อนจะเชื่อคำตอบที่มาจากโมเดลใดๆ

ฟองสบู่ AI จะอยู่หรือล่ม?

สุดท้ายนี้ คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า AI Bubble จะระเบิดหรือไม่ แต่เรา “พร้อมหรือไม่” หากมันระเบิดจริง หรือแม้กระทั่ง หากมันไม่ระเบิด แต่กลับเปลี่ยนโลกอย่างถาวร – เราจะปรับตัวอย่างไร?

“มนุษย์ควบคุมเทคโนโลยีได้ ก็ต่อเมื่อมนุษย์ควบคุมตนเองได้”

จงใช้ AI อย่างมีปัญญา สร้างโลกให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องเอาความฝันมาเสี่ยงกับอนาคตของมนุษย์ทั้งโลก

In AI, Business, Innovation Tags AI, innovation, startup
Older: The Journey of Intrapreneurs: เส้นทางของนักนวัตกรรมจากภายใน →
Back to Top