เมื่อพูดถึงคำว่า “Mentor” หรือ “ผู้ชี้ทาง” เรามักนึกถึงใครสักคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่าเรา คนที่เราสามารถนั่งคุย ขอคำแนะนำ และโทรหาได้ในวันที่ชีวิตเต็มไปด้วยคำถาม แต่ในความเป็นจริง คนจำนวนมากไม่เคยมีโอกาสพบคนแบบนั้นเลย
เราอาจไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีนักธุรกิจเก่ง ๆ ไม่มีผู้บริหารระดับสูงอยู่ในวงสังคม ไม่มีนักลงทุนที่พร้อมนั่งดื่มกาแฟและสอนเราเรื่องเงิน และอาจไม่มีผู้ใหญ่สักคนที่เดินผ่านเส้นทางเดียวกับที่เรากำลังพยายามเดิน
คำถามคือ ถ้าเราไม่มี Mentor เราต้องเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองหรือ?
Jim Rohn นักคิดและนักพูดด้านการพัฒนาตนเองผู้ทรงอิทธิพล เสนอคำตอบที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า Mentor ของเราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เรารู้จัก และบางคนไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกับเราด้วยซ้ำ
เพราะหนังสือสามารถทำให้คนที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร หรือเสียชีวิตไปแล้วหลายร้อยปี กลับมานั่งสนทนากับเราได้อีกครั้ง
ห้องสมุด คือห้องประชุมของที่ปรึกษาที่เก่งที่สุดในโลก
ลองจินตนาการว่าคุณกำลังเผชิญกับปัญหาทางธุรกิจครั้งใหญ่ แล้วสามารถเรียก Benjamin Franklin มานั่งคุยด้วยได้ หรือเมื่อชีวิตกำลังเผชิญความล้มเหลว คุณสามารถศึกษาว่าคนที่เคยผ่านความล้มเหลวรุนแรงกว่าคุณหลายเท่ารับมือกับมันอย่างไร
เราอาจถามคำถามกับพวกเขาโดยตรงไม่ได้ แต่เราสามารถอ่านวิธีคิด การตัดสินใจ ความผิดพลาด และบทเรียนที่พวกเขาทิ้งเอาไว้
นี่คือเหตุผลที่ Jim Rohn ให้ความสำคัญกับการอ่านอย่างมาก เขามองห้องสมุดไม่ใช่เพียงสถานที่เก็บหนังสือ แต่เสมือนห้องที่เต็มไปด้วยที่ปรึกษา เราสามารถเลือกได้ว่าจะเชิญใครเข้ามานั่งอยู่ใน “คณะกรรมการชีวิต” ของเรา
ลองเลือกคนสัก 5–10 คนที่คุณอยากเรียนรู้จากพวกเขา อาจเป็นนักธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ นักลงทุน นักเขียน ผู้นำ หรือบุคคลในประวัติศาสตร์ จากนั้นอ่านสิ่งที่พวกเขาเขียน อ่านชีวประวัติ อ่านบทสัมภาษณ์ รวมถึงอ่านมุมมองของคนที่วิพากษ์วิจารณ์พวกเขาด้วย
ยิ่งศึกษาลึกเท่าไร เราจะไม่ได้เพียงรู้ว่า “เขาทำอะไร” แต่เริ่มเข้าใจว่า “ทำไมเขาจึงคิดเช่นนั้น”
และตรงนั้นเองที่หนังสือเริ่มเปลี่ยนจากข้อมูล กลายเป็น Mentor
ชีวิตหนึ่งชีวิต อาจถูกย่อเหลือเพียงหนังสือไม่กี่ร้อยหน้า
คุณค่ามหาศาลของหนังสืออยู่ที่ “การบีบอัดเวลา”
คนคนหนึ่งอาจใช้เวลา 30 ปีสร้างธุรกิจ ล้มเหลวหลายครั้ง สูญเสียเงิน ตัดสินใจผิด เจอคนผิด และค่อย ๆ ค้นพบหลักการบางอย่างที่เปลี่ยนชีวิตของเขา แต่เมื่อประสบการณ์เหล่านั้นถูกเขียนเป็นหนังสือ เราอาจใช้เวลาเพียงสิบชั่วโมงในการอ่าน
แน่นอนว่าเราไม่ได้รับประสบการณ์ทั้งหมดของเขา แต่เราได้รับแผนที่ที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์เหล่านั้น
นั่นหมายความว่า เงินไม่กี่ร้อยบาทที่จ่ายซื้อหนังสือหนึ่งเล่ม อาจทำให้เราเข้าถึงบทเรียนที่เจ้าของความรู้นั้นต้องใช้เวลาหลายสิบปีและเงินจำนวนมหาศาลเพื่อแลกมา
จึงไม่น่าแปลกใจที่ Jim Rohn เคยกล่าวไว้ว่า
“Miss a meal if you have to, but don’t miss a book.”
หากต้องพลาดอาหารสักมื้อก็ยังได้ แต่อย่าพลาดหนังสือดี ๆ สักเล่ม
ประโยคนี้อาจฟังดูสุดโต่ง แต่สิ่งที่เขากำลังชี้ให้เห็นคือ คุณค่าของความรู้บางอย่างอาจอยู่กับเราได้นานกว่าสิ่งที่เราบริโภคแล้วหมดไปภายในวันเดียว
แต่ไม่ใช่คนประสบความสำเร็จทุกคนที่ควรเป็น Mentor ของเรา
จุดที่สำคัญมากและมักถูกมองข้ามคือ การเลือก Mentor ไม่ควรดูเฉพาะความสำเร็จ
คนคนหนึ่งอาจร่ำรวยมาก แต่เราอาจไม่ต้องการชีวิตแบบเขา นักธุรกิจบางคนอาจสร้างบริษัทระดับโลกได้ แต่ต้องแลกกับครอบครัว สุขภาพ หรือความสัมพันธ์ทั้งหมด นักคิดบางคนอาจเฉียบแหลมในเรื่องหนึ่ง แต่มีความคิดที่เราควรตั้งคำถามในอีกหลายเรื่อง
ดังนั้นอย่าเพียงถามว่า
“คนนี้ประสบความสำเร็จแค่ไหน?”
แต่ควรถามต่อว่า
“ฉันอยากกลายเป็นคนแบบนี้หรือไม่?”
Jim Rohn เคยเสนอชุดคำถามที่ทรงพลังเกี่ยวกับอิทธิพลของคนรอบตัวเรา เช่น คนที่เราอยู่ด้วยกำลังทำอะไรกับเรา พวกเขาทำให้เราอ่านอะไร พูดอะไร คิดอะไร ไปที่ไหน และที่สำคัญที่สุด พวกเขากำลังทำให้เรากลายเป็นคนแบบไหน
หลักการเดียวกันนี้ใช้กับหนังสือได้เช่นกัน
เพราะหนังสือที่เราอ่านซ้ำ ๆ คือ “คนที่เราใช้เวลาด้วย” ในทางความคิด
อย่าอ่านเฉพาะสิ่งที่ Mentor ทำถูก
เมื่อเลือกใครสักคนเป็น Distant Mentor อย่าอ่านเฉพาะเรื่องราวความสำเร็จของเขา เพราะชีวิตจริงของมนุษย์ไม่มีใครประกอบด้วยชัยชนะเพียงอย่างเดียว
อ่านความล้มเหลวของเขาด้วย
อ่านการตัดสินใจที่ผิด
อ่านคำวิจารณ์
อ่านว่าหลังจากมีอำนาจแล้ว เขาปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไร
อ่านว่าเมื่อได้เงินมหาศาล เขาเปลี่ยนไปหรือไม่
และอ่านว่าเมื่อชีวิตพังลง เขากลับมายืนขึ้นอย่างไร
บางครั้งบทเรียนที่มีค่าที่สุดจาก Mentor ไม่ใช่สิ่งที่เราควรทำตาม แต่เป็นสิ่งที่ชีวิตของเขากำลังเตือนว่า “อย่าทำแบบนี้”
ชีวประวัติที่ดีจึงไม่ได้ให้เพียงสูตรสำเร็จ แต่ให้เราเห็นราคาที่มนุษย์ต้องจ่ายให้กับการตัดสินใจแต่ละครั้ง
หนังสือเล่มเดิม แต่คนอ่านไม่ใช่คนเดิม
อีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจมากของ Jim Rohn คือ การกลับไปอ่านหนังสือสำคัญซ้ำ
หลายคนคิดว่าเมื่ออ่านหนังสือจบหนึ่งรอบก็ถือว่า “อ่านแล้ว” จากนั้นจึงรีบไปหาเล่มใหม่ แต่หนังสือบางประเภทไม่ได้มีไว้เพื่ออ่านเพียงครั้งเดียว
หนังสือที่เราอ่านตอนอายุ 20 อาจให้บทเรียนแบบหนึ่ง เมื่อกลับมาอ่านตอนอายุ 35 เราอาจพบข้อความที่ไม่เคยสังเกตเห็น ทั้งที่มันอยู่ตรงนั้นมาตลอด
หนังสือไม่ได้เปลี่ยน
แต่คนอ่านเปลี่ยนไปแล้ว
เราเคยทำงานมากขึ้น เคยเสียเงิน เคยรัก เคยผิดหวัง เคยบริหารคน เคยถูกหักหลัง หรือเคยล้มเหลว สิ่งเหล่านี้กลายเป็นบริบทใหม่ที่ทำให้ประโยคเดิมมีความหมายลึกกว่าเดิม
ดังนั้น แทนที่จะพยายามอ่านหนังสือใหม่ 100 เล่มทุกปี บางทีเราอาจต้องมีหนังสือ 5–10 เล่มที่กลับไปอ่านตลอดชีวิต
เพราะหนังสือบางเล่มไม่ได้โตขึ้นพร้อมเรา แต่เราต่างหากที่ค่อย ๆ โตพอที่จะเข้าใจมัน
สร้าง “คณะกรรมการชีวิต” ของตัวเอง
วิธีนำแนวคิดนี้ไปใช้ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ลองเริ่มต้นจาก Mentor เพียงสามคน
คนแรก เลือกคนที่เก่งในสิ่งที่คุณต้องการเก่ง
ถ้าคุณอยากสร้างธุรกิจ ให้ศึกษาผู้ประกอบการ ถ้าอยากลงทุน ให้ศึกษานักลงทุน ถ้าอยากเขียนหนังสือ ให้ศึกษานักเขียนที่ผลงานยืนระยะผ่านกาลเวลา
คนที่สอง เลือกจาก “Character” หรือคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์
อาจเป็นคนที่คุณชื่นชมเรื่องวินัย ความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ ความถ่อมตัว หรือความสามารถในการรักษาหลักการเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดัน
และคนที่สาม เลือกคนที่เคยผ่านปัญหาคล้ายกับสิ่งที่คุณกำลังเผชิญ
เพราะบางครั้งเราไม่ได้ต้องการคนที่ยืนอยู่บนยอดเขาเพียงอย่างเดียว เราต้องการคนที่เคยติดอยู่ในหุบเขาเดียวกับเรา และทิ้งแผนที่เอาไว้ว่าพวกเขาเดินออกมาอย่างไร
จากนั้นศึกษาคนเหล่านั้นอย่างจริงจัง
อย่าอ่านเพียงคำคมของเขาบนอินเทอร์เน็ต อ่านหนังสือ อ่านชีวประวัติ ฟังบทสัมภาษณ์ ศึกษาการตัดสินใจ และจดสิ่งที่ได้เรียนรู้
เมื่อทำต่อเนื่องนานพอ สิ่งที่น่าสนใจจะเริ่มเกิดขึ้น
วันหนึ่ง Mentor จะเริ่มพูดอยู่ในหัวของคุณ
เมื่อเราศึกษาความคิดของใครสักคนอย่างลึกซึ้ง เราจะเริ่มคาดเดาได้ว่าเขาจะมองสถานการณ์หนึ่งอย่างไร
ก่อนตัดสินใจลงทุน คุณอาจถามตัวเองว่า “ถ้า Warren Buffett มองเรื่องนี้ เขาจะสนใจอะไร?”
เมื่อกำลังจะยอมแพ้ คุณอาจนึกถึงคนที่เคยผ่านสถานการณ์เลวร้ายกว่าคุณ
เมื่อกำลังหลงไปกับความสำเร็จ คุณอาจนึกถึงชีวประวัติของคนที่เคยสูญเสียทุกอย่างเพราะความมั่นใจเกินไป
คนเหล่านั้นไม่ได้ยืนอยู่ข้างเรา แต่หลักคิดของพวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจของเราแล้ว
นี่คือความสัมพันธ์รูปแบบประหลาดระหว่างมนุษย์กับหนังสือ
เราไม่เคยพบผู้เขียน แต่ผู้เขียนสามารถเปลี่ยนวิธีคิดของเราได้
เราไม่เคยพูดกับคนในประวัติศาสตร์ แต่การตัดสินใจของคนที่เสียชีวิตไปหลายร้อยปีสามารถช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในเช้าวันนี้ได้
Self-Education: การศึกษาที่ไม่มีวันเรียนจบ
Jim Rohn กล่าวไว้อีกประโยคหนึ่งว่า
“Formal education will make you a living; self-education will make you a fortune.”
การศึกษาในระบบอาจช่วยให้เราหาเลี้ยงชีพ แต่การศึกษาด้วยตัวเองอาจสร้างความมั่งคั่งให้เรา
คำว่า “fortune” ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงเงินเพียงอย่างเดียว ความมั่งคั่งอาจหมายถึงความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ การตัดสินใจที่ดีขึ้น ความเข้าใจมนุษย์ การมองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น หรือแม้กระทั่งปัญญาที่ช่วยให้เราไม่ต้องทำผิดซ้ำในสิ่งที่คนรุ่นก่อนเคยจ่ายราคาไปแล้ว
โรงเรียนอาจมีวันจบการศึกษา แต่ Self-Education ไม่มีวันรับปริญญา
ตราบใดที่เรายังมีชีวิต เราก็ยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้
คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ Mentor เดินเข้ามาในชีวิต
นี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุด
อย่ารอให้วันหนึ่งมีมหาเศรษฐีเดินเข้ามาหาคุณ อย่ารอให้ผู้บริหารเก่ง ๆ รับคุณเป็นลูกศิษย์ และอย่าคิดว่าตัวเองเสียเปรียบเพียงเพราะไม่มี Connection กับคนเก่ง
บางที Mentor ที่คุณกำลังตามหาอาจอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร
อยู่บนชั้นหนังสือ
อยู่ในห้องสมุด
อยู่ในชีวประวัติเล่มหนึ่ง
หรืออาจเป็นคนที่จากโลกนี้ไปนานหลายร้อยปีแล้ว แต่ยังทิ้งความคิด ประสบการณ์ ความผิดพลาด และปัญญาที่ใช้เวลาทั้งชีวิตสะสมเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง
เราไม่สามารถเลือกได้ว่าเกิดมาแล้วจะได้พบใคร
แต่เราเลือกได้ว่าเราจะเรียนรู้จากใคร
และบางที คำถามที่สำคัญกว่าการถามว่า “ฉันจะหา Mentor ที่ดีได้จากที่ไหน?” อาจเป็นคำถามว่า—
“ถ้าคุณสามารถเลือกคนเก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ 5 คนมาเป็นที่ปรึกษาชีวิตของคุณได้ วันนี้คุณจะเลือกใครบ้าง?”