เมื่อสิบปีก่อน หากพูดถึงการรักษาผ่านวิดีโอคอล หลายคนอาจนึกถึงเพียงการพูดคุยเบื้องต้นกับแพทย์ แต่วันนี้คำว่า Telemedicine กลายเป็นเสาหลักใหม่ของระบบสุขภาพโลก และกำลังถูกผลักดันด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ว่า มันไม่ได้เป็นแค่ “หมอจอ” แต่คือวิถีการแพทย์ในศตวรรษที่ 21
งานวิจัยใน The Lancet Digital Health รายงานว่า Telemedicine สามารถทดแทนการตรวจผู้ป่วยนอกในโรคเรื้อรังหลายชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ต้องการการติดตามระยะยาว ผู้ป่วยสามารถส่งค่าความดันหรือระดับน้ำตาลผ่านระบบดิจิทัลให้แพทย์ปรับยาได้ทันที โดยไม่ต้องเดินทางมารพ.บ่อยครั้ง ผลลัพธ์คือผู้ป่วยควบคุมโรคได้ดีขึ้นและลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง
ในสหรัฐอเมริกา หลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 จำนวนการใช้ Telehealth เพิ่มขึ้นกว่า 38 เท่าในช่วงปี 2020 และแม้การระบาดจะผ่านไป ตัวเลขการใช้งานก็ยังคงสูงกว่าก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ (JAMA Health Forum, 2022) ซึ่งสะท้อนว่า Telemedicine ไม่ได้เป็นเพียง “ทางเลือกชั่วคราว” แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างถาวรของระบบสุขภาพ
โรคที่ปรึกษาผ่าน Telemedicine ได้ผลอย่างชัดเจน ได้แก่ เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคผิวหนัง รวมถึงกลุ่มโรคทางสมองและสุขภาพจิต เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล ไมเกรน และปัญหาการนอน ที่ผู้ป่วยได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดโดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ตัวจริงทุกครั้ง งานวิจัยยังยืนยันว่า tele-psychiatry มีประสิทธิผลเทียบเท่าการรักษาแบบพบหน้ากัน และช่วยขยายการเข้าถึงในพื้นที่ที่ขาดแคลนจิตแพทย์ได้หลายเท่า
ในประเทศไทยเอง กระแสนี้กำลังขยายตัว และมีตัวอย่างการใช้งานจริงที่สะท้อนว่า Telemedicine เริ่มเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแล้ว
Ooca: บริการ tele-psychiatry ที่ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ลดความอายและลดการตีตราในสังคม ทำให้คนกล้าขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตมากขึ้น
หมอคู่คิดส์ (MooKooKids): แพลตฟอร์ม Telemedicine สำหรับเด็กและครอบครัว ตัวอย่างเช่น คุณพ่อคุณแม่ที่ลูกมีไข้กลางดึก สามารถกดปรึกษากุมารแพทย์ผ่านแอปฯ ได้ทันที โดยไม่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลตอนกลางคืน ทำให้ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง ลดความกังวล และช่วยคัดกรองได้ว่าอาการใดต้องรีบไปพบแพทย์จริง ๆ
Smile Migraine: แพลตฟอร์มเฉพาะทางสำหรับผู้ป่วยไมเกรน ที่ให้ผู้ใช้บันทึกอาการ ปัจจัยกระตุ้น และการใช้ยาในแอปฯ ข้อมูลจะถูกสรุปด้วย AI ให้แพทย์เห็นภาพรวมของโรคได้ทันที ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยรายหนึ่งที่ใช้แอปบันทึกอาการทุกครั้งที่มีไมเกรน แพทย์พบว่ามี pattern การป่วยสัมพันธ์กับการนอนหลับและการใช้ยา จึงสามารถปรับการรักษาได้ตรงจุด ผลคือความถี่ของการปวดลดลงและคุณภาพชีวิตดีขึ้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Telemedicine ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การคุยกับ “หมอจอ” แต่กลายเป็นการดูแลแบบ remote care ที่ใช้เทคโนโลยีติดตามอาการและให้การรักษาได้จริง ไม่ว่าจะเป็น telepharmacy ที่สั่งยาและจัดส่งถึงบ้าน หรือแนวคิด virtual ward ที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล แต่ทีมแพทย์สามารถติดตามผลตรวจและอาการได้ทุกวันผ่านดิจิทัล
เมื่อมองไปข้างหน้า อีกสิบปีข้างหน้า Telemedicine จะก้าวไปไกลกว่าการพบหมอผ่านจอ เพราะอุปกรณ์สวมใส่จะกลายเป็นสิ่งสามัญที่ทุกคนใช้ติดตามสุขภาพแบบ 24 ชั่วโมง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งตรงถึงแพทย์และวิเคราะห์ด้วย AI ที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยแพทย์” หรือ copilot เสนอแนวทางการรักษาเฉพาะบุคคล เราอาจได้เห็น “โรงพยาบาลเสมือน” ที่คนไข้ไม่ต้องเดินทางอีกต่อไป ทั้งการปรึกษา การตรวจเลือด การรับยา จะเกิดขึ้นผ่านระบบดิจิทัลทั้งหมด ขณะเดียวกันแนวคิด digital twin หรือการสร้างแบบจำลองดิจิทัลของร่างกายผู้ป่วยก็อาจช่วยแพทย์ทดลองการรักษาก่อนนำมาใช้จริง
ในด้านสุขภาพจิต นักวิจัยคาดว่าภายในปี 2035 การดูแลด้าน mental health ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดผ่านวิดีโอคอล การใช้ VR เพื่อจำลองสถานการณ์การบำบัด หรือแม้แต่ AI therapist ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองผู้ป่วยเฉพาะบุคคล หลักฐานล่าสุดจาก World Health Organization ก็สนับสนุนว่า digital mental health solutions สามารถลดอุปสรรคด้านการเข้าถึงและช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างกว้างขวาง
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า Telemedicine ไม่ใช่เรื่องของ “หมอจอ” อีกต่อไป แต่คือวิวัฒนาการใหม่ที่หลอมรวมการแพทย์กับดิจิทัล คำถามสำคัญคือ เราจะเลือกเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงนี้ หรือจะรอจนถูกอนาคตพัดพาไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้