หากเราได้มอง scope กว้างออกไปในอดีต วัฎจักรของผู้ปฎิวัติอุตสาหกรรมต่างมีวงจรของมัน ในอดีต เมื่อผู้ปฎิวัติได้ disrupt เทคโนโลยีเดิมแล้ว จะยังใช้เวลาอีกนาน กว่าเทคโนโลยีใหม่จะเข้ามาแทนที่ อาจเป็นระยะเวลาหลาย 10 ปี แต่ความเร่งมันเร็วขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งในแง่เทคโนโลยี และกระบวนการคิดเชิงนวัตกรรม ผู้เล่นรายใหม่ กลายเป็นผู้เล่นรายเก่าไม่ยาก คนที่เป็นนักทำลายล้างหรือนักเปลี่ยนแปลงกลับถูกทดแทนและทำลายล้างแทนให้กับผู้ปฎิวัติหน้าใหม่
นักปฎิวัติหรือผู้พลิกเกมส์ สามารถถูกโค่นได้ตลอดเวลาหากไม่ปรับตัวให้เร็ว บริษัทอย่าง Netflix, Uber, หรือ Amazon เคยเป็นผู้พลิกเกมส์ของคนอื่นด้วยการใช้กลยุทธ์ disrupction ด้วยเทคโมเดลธุรกิจและเทคโนโลยี ในการโค่นคู่แข่งดั้งเดิมและสร้างตลาดใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับมีผู้เล่นใหม่ที่สามารถ “โค่นผู้พลิกเกม” ได้สำเร็จ — นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า Disrupt the Disruptor
นี่คือ Disrupt the Disruptor โค่นผู้พลิกเกมส์
Disruptor: ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่พลิกวงการ เช่น Uber ทำให้แท็กซี่ดั้งเดิมต้องปรับตัว หรือ Netflix ทำให้ร้านเช่าวิดีโอหายไปจากตลาด
Disrupt the Disruptor: การเข้ามาของผู้เล่นใหม่หรือเทคโนโลยีใหม่ ที่โค่นล้มผู้ครองตลาดซึ่งเคยเป็น Disruptor มาก่อน
นี่ไม่ใช่แค่การแข่งขันทั่วไป แต่เป็นการหาช่องว่างที่ Disruptor เดิมมองข้าม และใช้ความเร็ว ความเฉพาะทาง หรือเทคโนโลยีที่ล้ำกว่าเข้าโจมตี ความชะล่าใจ เป็นเหตุแห่งการถูกโค่นล้ม
มีตัวอย่างให้เห็นจากขีวิตจริง
TikTok vs Facebook
Facebook เคย disrupt สื่อดั้งเดิมด้วยโซเชียลมีเดีย แต่ TikTok ใช้คอนเทนต์สั้นและอัลกอริทึมแนะนำที่แม่นยำ ดึงฐานผู้ใช้วัยรุ่นไปอย่างมหาศาลLocal Ride-Sharing vs Uber
Uber เคยทำให้แท็กซี่ดั้งเดิมเสียตลาด แต่ในบางเมือง บริการ ride-sharing ท้องถิ่นที่รู้จักวัฒนธรรมและกฎระเบียบดีกว่า กลับเติบโตเร็วกว่า UberDirect-to-Consumer Brands vs Amazon
Amazon เป็นผู้ disrupt ค้าปลีก แต่แบรนด์เล็กที่ขายตรงผ่านโซเชียลมีเดียสามารถดึงลูกค้าบางกลุ่มที่ต้องการความเฉพาะตัวและบริการแบบพรีเมียม
นี่คือ 5 Framework สำหรับผู้พลิกเกมส์
ผ่ากลยุทธ์กับ Framework 5 ขั้นตอน: โค่นผู้พลิกเกม (Disrupt the Disruptor)
ขั้นที่ 1: ระบุจุดบอด (Blind Spot Analysis)
ศึกษาตลาดและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ disruptor
มองหากลุ่มที่เขาไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือให้บริการได้ไม่ดี
ใช้ข้อมูลเชิงลึก เช่น รีวิวลูกค้า ฟีดแบ็กบนโซเชียล หรือบทวิเคราะห์ตลาด
ขั้นที่ 2: วิเคราะห์จุดอ่อน (Weakness Mapping)
ตรวจสอบข้อจำกัดของ disruptor เช่น ความช้าในการปรับตัว ต้นทุนสูง หรือปัญหาความพึงพอใจลูกค้า
ใช้ SWOT Analysis โดยโฟกัสเฉพาะ Weakness และ Threat
ขั้นที่ 3: ออกแบบข้อเสนอคุณค่าใหม่ (Value Proposition Shift)
เสนอสิ่งที่ disruptor ทำไม่ได้ หรือไม่กล้าทำ
อาจเป็นความเฉพาะตัว (Customization) ความเร็ว (Speed) หรือราคาที่แข่งขันได้ (Cost Advantage)
ขั้นที่ 4: เคลื่อนตัวอย่างคล่องตัว (Agility Execution)
ใช้โครงสร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่น ปรับแผนเร็วตามข้อมูลตลาด
ทดลองและปรับปรุง (Test & Iterate) อย่างต่อเนื่อง
ขั้นที่ 5: สร้างแบรนด์ให้โดนใจ (Brand Positioning)
วางตัวเป็น “ตัวเลือกใหม่” ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่า
ใช้การสื่อสารที่แตกต่าง เพื่อสร้างภาพจำว่าเราเป็น “เจ้าแห่งประสบการณ์ที่เขาไม่มี”
นี่แหละครับ วิถีของโลก มีขึ้นมีลง ผลัดกัน disrupt และผู้ที่ปรับตัวได้ดี ก็จะมีทางรอดต่อไป